ปรับแผนดูแลครู-นักเรียน ชายแดนใต้ หลังเหตุกราดยิงรือเสาะ

ปรับแผนดูแลครู-นักเรียน ชายแดนใต้ หลังเหตุกราดยิงรือเสาะ

ปรับแผนดูแลครู-นักเรียน ชายแดนใต้ หลังเหตุกราดยิงรือเสาะ

รูปข่าว : ปรับแผนดูแลครู-นักเรียน ชายแดนใต้ หลังเหตุกราดยิงรือเสาะ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดูแลความปลอดภัยเข้มงวด หลังเกิดเหตุยิงรถรับ-ส่งนักเรียนโรงเรียนอนุบาลรือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อ (2 ก.พ.) ขณะที่บรรยากาศภายในโรงเรียนเต็มไปด้วยความเศร้าสลด

วันนี้้ ( 3 มี.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเส้นทางรับส่งนักเรียน อย่างเข้มงวด หลังวันนี้เจ้าหน้าที่เพิ่มการดูเเลอย่างเข้มงวด หลังเกิดเหตุกราดยิงทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 2 คน เมื่อวานนี้ ขณะที่บรรยากาศที่โรงเรียนอนุบาลรือเสาะ จ.นราธิวาส เต็มไปด้วยความเศร้าสลด นอกจากนี้ทางโรงเรียนได้เสนอปรับแผนให้นักเรียนมาพักที่โรงเรียนเพื่อ ป้องกันความเสี่ยงขณะเดินทาง

 

 

ห้องเรียนชั้น ป.2/3 โรงเรียนอนุบาลรือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เต็มไปด้วยความเศร้าสลด หลังการจากไปของ ด.ช.ธนกฤต ทองจันทร์ ที่เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง พร้อมกับพ่อ แม่ และผู้เป็นป้า ระหว่างเดินทางมาโรงเรียน ขณะที่ ด.ญ.ศิรภัสสร ทองจันทร์ วัย 12 ปี พี่สาวได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ดังกล่าว เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมห้อง คือ ด.ญ.ญานิศา ศรีสุวรรณ อายุ 8 ปี ที่โดยสารมาในรถคันเดียวกัน แม้จะรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์แต่ก็ยังหวาดหวั่นฝันร้ายที่เกิดขึ้นจึงทำให้นักเรียนและครูที่นี่ยากที่จะทำใจยอมรับ

โรงเรียนอนุบาลรือเสาะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนกว่า 1,600 คน แต่เด็กๆ มากกว่า ร้อยละ 80 อยู่ต่างพื้นที่ ทำให้ในแต่ละวันจะมีรถมารับส่งนักเรียนจำนวนมาก เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่ประสบเหตุรุนแรงครั้งนี้ ทุกวันผู้ปกครองในชุมชนจะสับเปลี่ยนมารับส่งนักเรียน ทำให้ทางโรงเรียนเคยเสนอให้นำเด็กมาอยู่ประจำในโรงเรียน แต่เนื่องจากเด็กๆ หลายคนยังอายุน้อยและไม่ยอมย้ายมาอยู่โรงเรียนประจำห่างพ่อและแม่จึงต้องเดินทางไปกลับโรงเรียนทุกวัน

 

 

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและชาวบ้านใน อ.รือเสาะ ครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ พร้อมเพิ่มการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ในเส้นทางเข้าออกของชุมชน เนื่องจากพื้นที่ หมู่ 6 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ มีครอบครัวของคนต่างความเชื่ออาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 30 ครัวเรือน และพื้นที่บริเวณนี้ก็เคยเกิดเหตุกราดยิงชาวบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ผู้ก่อเหตุอาจฉวยโอกาสในช่วงที่เจ้าหน้าที่ได้มีการเคลื่อนย้ายฐานปฎิบัติออกไปจากชุมชน เมื่อประมาณ 3-4 เดือนก่อน และอาศัยความได้เปรียบของภูมิประเทศที่เป็นป่ารกทึบในเส้นทางเปลี่ยวจึงเข้ามาก่อเหตุระหว่างทาง โดยทราบเส้นทางและห้วงเวลาในการเดินทางมารับส่งนักเรียนอยู่เป็นประจำจึงจัดกำลังเข้าก่อเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทบทวนจุดอ่อนในการดูแลเป้าหมายอ่อนแอ รวมถึงการเฝ้ารถโรงเรียนที่รับส่งนักเรียนในพื้นที่เสี่ยง

 

กลับขึ้นด้านบน