ไทยพีบีเอส ชี้แจงการลงทุนตราสารหนี้ซีพีเอฟ

ไทยพีบีเอส ชี้แจงการลงทุนตราสารหนี้ซีพีเอฟ

ไทยพีบีเอส ชี้แจงการลงทุนตราสารหนี้ซีพีเอฟ

รูปข่าว : ไทยพีบีเอส ชี้แจงการลงทุนตราสารหนี้ซีพีเอฟ

ผู้อำนวยการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ยืนยัน การลงทุนซื้อตราสารหนี้ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ไม่ขัดกฎหมาย และเจตนารมณ์การทำงานสื่อสาธารณะ

แม้ไทยพีบีเอสจะได้รับการจัดสรรงบประมาณบริหารองค์กรปีละ 2,000 ล้านบาท แต่ นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ส.ท. กล่าวว่า จำนวนเงินดังกล่าว ไม่เพียงพอต่อการบริหารองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการแพร่ภาพและการกระจายเสียงจึงจำเป็นต้องนำเงินรายได้ที่ได้รับจากค่าเช่าโครงข่ายมาบริหารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามพระราชบัญญัติ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2551 มาตรา 11 วรรค 7 ซึ่งกำหนดให้ไทยพีบีเอส สามารถนำผลตอบแทนที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การโดยว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินดำเนินการและคณะกรรมการบริหารรับทราบมาโดยตลอด

"ไทยพีบีเอสเน้นความมีอิสระโดยไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับเอกชนต่างๆได้ การบริหารเงินตรงนี้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเหมือนกับกรณีไปฝากธนาคาร ปกติไทยพีบีเอสไม่ได้เอาเงินของตัวเองใส่เซฟไว้แล้วเอาไปใช้ เราได้นำเงินไปฝากธนาคารของรัฐและเอกชน ครั้งนี้ก็คือการนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ซึ่งก็ได้ดอกเบี้ย ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงและเมื่อไปซื้อก็เป็นการซื้อผ่านธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์เลยและเขาก็ไม่สามารถที่จะมีอิทธิพลกับไทยพีบีเอสได้

ไทยพีบีเอสไม่มีโฆษณาจึงไม่มีอิทธิพลกับเรา ก็อยากให้ประชาชนได้พิสูจน์ด้วยผลงานว่าไทยพีบีเอสได้ติดตามข้อมูลทั้งของรัฐและเอกชนอย่างเข้มข้น โดยไม่มีอิทธิพลที่จะมามีส่วนให้การทำงานของไทยพีบีเอสที่จะขาดความอิสระหรือบกพร่องจากการเป็นสื่อสาธารณะได้เลย " นายกฤษดา กล่าว

ปัจจุบันไทยพีบีเอสลงทุนในเงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้ง ตราสารหนี้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งเพิ่งลงทุนในบริษัทดังกล่าวเป็นครั้งแรกแต่ยืนยันว่า การลงทุนตราสารหนี้ในบริษัทดังกล่าวไม่กระทบการทำงานสื่อสาธารณะ

มุมมองของ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า การลงทุนดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่อาจจะมีประเด็นที่ไทยพีบีเอสอาจจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในฐานะที่เป็นสื่อสาธารณะ


"การไปลงทุนในกิจการใดๆแม้ว่าจะไม่เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นเพียงตราสารหนี้ซึ่งมีฐานะทำให้เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งแท้จริงไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เพียงแต่ว่าสังคมจะมองได้ว่าการไปลงทุนกับกิจการอื่นนั้นทำให้ไปมีความสัมพันธ์พิเศษ ซึ่งโดยทั่วไปไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น

สำหรับองค์กรสื่อก็อาจจะต้องระมัดระวังอยู่บ้างว่าจะมีผลต่อภาพลักษณ์หรือความรู้สึก แม้ว่าในทางปฎิบัติจะไม่ได้มีความสัมพันธ์อย่งจริงจังก็ตาม" นายสมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตามการลงทุนดังกล่าวถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเพราะธุรกิจที่ลงทุนมีความมั่นคง และไม่น่าจะทำให้เกิดความเสียหาย ถือเป็นการบริหารทรัพย์สินองค์กรให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น

 

กลับขึ้นด้านบน