"เมาแล้วขับ" แชมป์สาเหตุเจ็บ-ตายวันสงกรานต์พุ่ง 226 ราย

"เมาแล้วขับ" แชมป์สาเหตุเจ็บ-ตายวันสงกรานต์พุ่ง 226 ราย

"เมาแล้วขับ" แชมป์สาเหตุเจ็บ-ตายวันสงกรานต์พุ่ง 226 ราย

รูปข่าว : "เมาแล้วขับ" แชมป์สาเหตุเจ็บ-ตายวันสงกรานต์พุ่ง 226 ราย

ศปถ. กำชับจังหวัดปรับแผน คุมเข้ม รองรับคนเริ่มเดินทางกลับทำงาน และเล่นน้ำสงกรานต์ สรุปสถิติ 4 วันอุบัติเหตุสงกรานต์ รวม 2,385 ครั้ง เสียชีวิต 226 ราย "เมาแล้วขับ"ยังครองแชมป์สาเหตุหลักร้อยละ 44 อุบัติเหตุบนท้องถนน

วันนี้(15 เม.ย.2560) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน หรือศปถ. ประจำปี 2560 สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนน ของวานนี้(14 เม.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการรณรงค์ 7 วันอันตราย เกิดอุบัติเหตุรวมทั้งสิ้น 2,385 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 226 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 2,457 ราย

จากการวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุ พบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาแล้วขับ ร้อยละ 44.08 ขับรถเร็ว ร้อยละ 27.41 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้ แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 84.45 รถปิกอัพ ร้อยละ 6.55 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 62.77 บนถนนใน อบต.หมู่บ้าน ร้อยละ 41.12 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 32.09

โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ เชียงใหม่ 114 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา 13 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด คือ เชียงใหม่ 119 คน

 

 

นายอาคม บอกว่า ช่วง 4 วันที่ผ่านมา พบพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่ขาดวินัยจราจร จึงขอความร่วมมือยึด “4 ห้าม 2 ต้อง” ได้แก่ ห้ามขับรถเร็ว ห้ามเมาแล้วขับ ห้ามโทรขณะขับ ห้ามขับขณะง่วง และต้องสวมหมวกนิภัย ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่และโดยสารรถ โดยคาดว่าวันนี้ ประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับ ขณะที่บางส่วนยังคงท่องเที่ยวและเล่นน้ำสงกรานต์อยู่ในพื้นที่

ศปถ.เน้นย้ำให้จังหวัด มุ่งเน้นการเรียกตรวจ และบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดกับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย กำกับสถานประกอบการธุรกิจบริการเช่ารถ ตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขอเช่ารถ ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งให้จังหวัดปรับแผนรองรับการเดินทางกลับของประชาชน ตั้งจุดตรวจ บนเส้นทางสายหลักที่มุ่งเข้าสู่กรุงเทพมหานคร  เส้นทางที่เชื่อมต่อกับจังหวัดใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ เพื่ออำนวยการจราจรให้มีความคล่องตัว และดูแลความปลอดภัย 

กลับขึ้นด้านบน