จ่อขึ้นค่าเอฟทีอีก 10 สตางค์ต่อหน่วย-ส่งผลค่าไฟฟ้าแพงขึ้นเดือนหน้า

จ่อขึ้นค่าเอฟทีอีก 10 สตางค์ต่อหน่วย-ส่งผลค่าไฟฟ้าแพงขึ้นเดือนหน้า

จ่อขึ้นค่าเอฟทีอีก 10 สตางค์ต่อหน่วย-ส่งผลค่าไฟฟ้าแพงขึ้นเดือนหน้า

รูปข่าว : จ่อขึ้นค่าเอฟทีอีก 10 สตางค์ต่อหน่วย-ส่งผลค่าไฟฟ้าแพงขึ้นเดือนหน้า

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จ่อขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟทีเพิ่มมากกว่า 10 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลค่าไฟแพงขึ้น คาดอาจเริ่มต้นเดือนพ.ค.-ส.ค.นี้ ประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีก จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้ที่ 32,000 เมกะวัตต์

วันนี้(19 เม.ย.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะประชุม และประกาศค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือเอฟที อัตราใหม่ที่จะใช้ระหว่างเดือนพ.ค.- ส.ค.นี้ โดยมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 สตางค์ต่อหน่วย หรือติดลบน้อยลง จากปัจจุบันที่ค่าเอฟทีติดลบอยู่ที่ 37.29 สตางค์ต่อหน่วย หรือเมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน ปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 3.38 บาทต่อหน่วย ซึ่งหมายถึงค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้น ตั้งแต่เดือนหน้า


นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า ราคาก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สัดส่วนมากถึงร้อยละ 65 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 233 บาทต่อล้านบีทียู ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่ สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวจะทำให้มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม ขึ้น รวมถึงต้นทุนจากพลังงานหมุนเวียน และการปิดซ่อมแหล่งก๊าซยาดานาในเมียนมา เมื่อวันที่ 25- 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ต้องใช้น้ำมันเตาผลิตไฟฟ้า 30 ล้านลิตร ทำให้ไม่สามารถตรึงค่าเอฟทีได้ แต่จะปรับเท่าใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ดอีกครั้ง ซึ่งจะทยอยปรับให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

ด้าน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. คาดการณ์่ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีก จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้ ที่ 32,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นจึงต้องเตรียมแผนรับมือไว้ โดยเตรียมก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นอีก 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเดิมรับอยู่ที่ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

แต่การนำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันการผลิตไฟฟ้ายังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก

 

 

กลับขึ้นด้านบน