รมว.พม.เปิดเวทีเสวนาสาธารณะ “สังคมสูงวัย...ก้าวไปด้วยกัน”

รมว.พม.เปิดเวทีเสวนาสาธารณะ “สังคมสูงวัย...ก้าวไปด้วยกัน”

รมว.พม.เปิดเวทีเสวนาสาธารณะ “สังคมสูงวัย...ก้าวไปด้วยกัน”

รูปข่าว : รมว.พม.เปิดเวทีเสวนาสาธารณะ “สังคมสูงวัย...ก้าวไปด้วยกัน”

รมว.พัฒนาสังคมฯ เป็นประธานเปิดเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง “สังคมสูงวัย...ก้าวไปด้วยกัน” เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบของประเทศไทย พร้อมคาดว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 13 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 20 ในปี 2564

วันนี้ (20 เม.ย.2560) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง “สังคมสูงวัย...ก้าวไปด้วยกัน” โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 200 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงแรงงาน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ผู้แทนภาคเอกชน และภาคประชาสังคม นักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่ายที่ทำงานประเด็นผู้สูงอายุผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 21 เมษายน 2560 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอัตราการเกิดลดลง ส่งผลให้สถานการณ์ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น และคาดว่าในปี พ.ศ.2564 จะมีผู้สูงอายุจำนวนมากถึง 13 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวนำมาสู่ประเด็นปัญหาผู้สูงอายุด้านต่างๆ เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาสังคม เป็นต้น ซึ่งนับเป็นความท้าทายของประเทศและต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือทั้งทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงหลักประกันที่มั่นคงทางรายได้ของประชาชน และทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญต่อภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ ด้านสุขภาพแม้ว่าประชากรมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม ไม่มีพฤติกรรมและปัจจัยแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องปรับให้มีความเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายและไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย รวมทั้งด้านจิตใจ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจทั้งกับผู้สูงอายุเองและคนรอบข้างต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคมทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนหน่วยย่อยของสังคม เช่น ครอบครัวและชุมชนที่จะร่วมแสดงพลังเพื่อหนุนเสริมศักยภาพของผู้สูงวัย มีทัศนคติเชิงบวก มองผู้สูงวัยเป็นพลัง นำไปสู่ความเข้มแข็งของสังคมไทย เตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงอายุในระดับสุดยอด “ก้าวไปด้วยกัน” ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพตั้งแต่วัยทำงาน โดยจะต้องมีการเตรียมการในทุกด้าน ตั้งแต่การสร้างหลักประกัน ด้านรายได้และการออมในช่วงวัยทำงานให้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพในวัยเกษียณหรือวัยสูงอายุ การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมกับช่วงวัย การเตรียมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและวางแผนชีวิตอย่างมีคุณค่า บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง โดยมีครอบครัวเกื้อหนุน ชุมชนช่วยเหลือ สังคมรัฐเกื้อกูล

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจึงได้จัดงานเสวนาสาธารณะ เรื่อง “สังคมสูงวัย...ก้าวไปด้วยกัน” ในครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของสังคมสูงวัยของประเทศไทย รวมทั้งเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุของประชากร และการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบของประเทศไทย ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อาทิ ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุเพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และสังคมสูงวัยระดับสุดยอดต่อไปในอนาคต

“ขอขอบคุณภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เครือข่ายภาคประชาชน ตลอดจนนักวิชาการ ที่ให้ความสำคัญและเข้าร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและเสริมศักยภาพของสังคมไทยในอนาคต และหวังว่าจะทำให้ทุกภาคส่วนเกิดความตระหนักรู้ สร้างความรู้ ความเข้าใจ และพร้อมต่อการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบอย่างเข้มแข็ง มั่นคง มีศักยภาพต่อไป” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

กลับขึ้นด้านบน