แก้ปัญหาทุจริต -เร่งสร้างอาชีพ ความหวังที่อยากได้จาก ปธน.คนใหม่เกาหลีใต้

แก้ปัญหาทุจริต -เร่งสร้างอาชีพ ความหวังที่อยากได้จาก ปธน.คนใหม่เกาหลีใต้

แก้ปัญหาทุจริต -เร่งสร้างอาชีพ ความหวังที่อยากได้จาก ปธน.คนใหม่เกาหลีใต้

รูปข่าว : แก้ปัญหาทุจริต -เร่งสร้างอาชีพ ความหวังที่อยากได้จาก ปธน.คนใหม่เกาหลีใต้

แม้ว่าในสายตาของประชาคมโลกปัญหาความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วในใจของชาวเกาหลีใต้ อยากให้ผู้นำคนใหม่แก้ไขปัญหาภายในประเทศ

วันนี้ (9 พ.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมูน แจ-อิน ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคประชาธิปไตย ถือเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง ยอมรับว่า สิ่งสำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดใหม่คือ การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในเกาหลีใต้อย่างเป็นรูปธรรม

นายมูน แจ-อิน ให้สัมภาษณ์ในระหว่างการเดินทางมาลงคะแนนเสียงว่า ขณะนี้ชาวเกาหลีใต้ทุกคนต่างรอคอยความเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขจัดปัญหาทุจริตและการสร้างอาชีพ

จากการสำรวจของเรียลมีเตอร์ ซึ่งเป็นสำนักสำรวจความคิดเห็นชั้นนำของเกาหลีใต้ พบว่า ประชาชนร้อยละ 27.5 ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ แก้ไขปัญหาการทุจริตที่หยั่งรากลึกในสังคมเกาหลีใต้มานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่นางสาวปาร์ค กึน-เฮ อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในข้อหาทุจริตและเปิดโอกาสให้นางชเว ซุน-ซิล เข้ามาก้าวก่ายการบริหารประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่มีตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล

ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งที่ชาวเกาหลีใต้ร้อยละ 24.5 ให้ความสำคัญรองลงมา คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการลดอัตราการว่างงานของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งอยู่ในอัตราที่สูงเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และในปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.8 ซึ่งสูงมากกว่า 2 เท่า จากค่าเฉลี่ยโดยรวม

ปัจจุบันชาวเกาหลีใต้ที่อายุระหว่าง 20 -30 ปี และจบการศึกษาจากสถาบันชื่อดัง ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้งานที่ดีเสมอไป เนื่องจากบริษัทหลายแห่งมีนโยบายลดการจ้างงานลง หลังจากเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ หรือ แชร์โบล ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางด้านเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ได้รับใบสมัครงานหลายแสนใบในแต่ละปี ซึ่งสวนทางกับตำแหน่งงานที่มีเพียง 2,000 – 3,000 ตำแหน่งเท่านั้น ทำให้เด็กๆ ชาวเกาหลีใต้บางคนใช้เวลามากกว่า 1 ปี ในการหางานเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเอง

ประเด็นนี้นำไปสู่ทฤษฎีช้อน หรือ Spoon Theory ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมเกาหลีใต้ได้เป็นอย่างดี โดยทฤษฎีนี้แบ่งช้อนออกเป็น 3 ประเภท

ช้อนประเภทแรก คือ Gold spoons หรือ ช้อนทอง หมายถึง คนที่เกิดมาในครอบครัวที่รํ่ารวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ช้อนประเภทที่ 2 คือ Silver spoons หรือ ช้อนเงิน หมายถึง คนที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองและมีความเป็นอยู่สะดวกสบาย

ช้อนประเภทที่ 3 คือ Dirt spoons หรือ ช้อนดิน หมายถึง คนที่เกิดมาในครอบครัวที่มีรายได้ตํ่าและไม่ได้รับโอกาสให้ก้าวหน้าในสังคม

ประเด็นสุดท้ายที่ชาวเกาหลีใต้เพียงร้อยละ 18. 5 ให้ความสำคัญคือ การแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติ อย่างเรื่องวิกฤตความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลเกาหลีใต้ชุดใหม่ต้องขบคิดกันต่อไป เพื่อกำหนดนโยบายระหว่างประเทศให้ชัดเจน โดยเฉพาะการสร้างความสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน หลังจากที่สหรัฐอเมริกานำเอาระบบต่อต้านขีปนาวุธในชั้นบรรยากาศสูงเข้ามาติดตั้งในเกาหลีใต้ เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ ซึ่งประเด็นนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่จีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีน มองว่า ระบบดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ถ้ามองในภาพรวมแล้วประเด็นเรื่องคาบสมุทรเกาหลีไม่น่ากังวลอะไรมากนัก เพราะผู้สมัครตัวเต็ง 2 อันดับแรก ต่างมีท่าทีที่ประนีประนอม โดยเฉพาะนายมูน แจ-อิน ที่สนับสนุนนโยบาย Sunshine Policy ซึ่งถือเป็นนโยบายปรองดองของทั้ง 2 ประเทศ

ขณะที่ปัญหาเพียงประการเดียวของการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในครั้งนี้ คือ การที่ผู้สมัครแต่ละคนยังไม่มีทางออกในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งการทุจริต การว่างงานและวิกฤตบนคาบสมุทรเกาหลีอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องจับตามองกันต่อไป หลังจากทราบผลการเลือกตั้ง

กลับขึ้นด้านบน