เปิดข้อสังเกตเส้นทางรถขนอาวุธจากกัมพูชาเข้าไทย

เปิดข้อสังเกตเส้นทางรถขนอาวุธจากกัมพูชาเข้าไทย

เปิดข้อสังเกตเส้นทางรถขนอาวุธจากกัมพูชาเข้าไทย

รูปข่าว : เปิดข้อสังเกตเส้นทางรถขนอาวุธจากกัมพูชาเข้าไทย

อาวุธสงคราม 21 รายการ และกระสุนปืนกว่า 4,000 นัด ที่ถูกขนส่งจากรถยนต์ ของชาวกัมพูชามาสลับใส่รถยนต์ของทหารอากาศนั้น พบข้อมูลว่า รถยนต์ของชาวกัมพูชาขับเข้าประเทศไทย มาทางด่านชายแดนไทยกัมพูชา ตั้งแต่เมื่อ 1 มิ.ย. และกลับไปกัมพูชาในวันนั้นและกลับเข้ามาใหม่อีก

รถยนต์ส่วนบุคคลและรถขนส่งสินค้าหลายคัน ที่ผ่านเข้าชายแดนไทย - กัมพูชา บริเวณ ด่านบ้านหาดเล็กจะถูกตรวจค้นเข้มงวดมากขึ้นในช่วงนี้ แม้ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ตรวจค้นเข้มงวด เป็นปกติ คนขับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถขนส่งสินค้าบางคน ให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจค้นมากขึ้นโดยเฉพาะคันที่มีผ้าใบคลุมท้ายรถ

ทีมข่าวไทยพีบีเอสพบว่า ระหว่างเส้นทางจากด่านชายแดนไปถึงจุดเกิดเหตุที่ พ.อ.อ.ภคิณ เดชพงษ์ ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำแล้วทำให้อาวุธสงคราม ที่มีทั้งปืน , ลูกระเบิด และกระสุนปืนกว่า 4,000 นัด ปรากฏต่อผู้พบเห็นและนำไปสู่การควบคุมตัว อยู่ห่างจากด่านชายแดนประมาณ 49 กิโลเมตร และระหว่างเส้นทางนี้ มีด่านความมั่นคงอีก 2 จุด ซึ่งด่านสุดท้าย ก่อนถึงจุดที่รถยนต์ของ พ.อ.อ.ภคิน เกิดอุบัติเหตุ อยู่ห่างกันประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ จากการสอบถามผู้ควบคุมด่านความมั่นคง ชี้แจงว่า ขอใช้เวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่า รถยนต์ที่ใช้ขนอาวุธสงครามของ พ.อ.อ.ภคิน แล่นผ่านไปจนถึงจุดที่รถเกิดอุบัติเหตุได้อย่างไร

ขณะที่ชาวบ้านบางคนที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้กับถนน เส้นทางเข้า-ออก ชายแดนไทยกัมพูชา ให้ข้อมูลว่า พบเห็นรถยนต์ที่มีป้ายทะเบียนกัมพูชาอยู่ทั่วไปโดยขับผ่านบริเวณหน้าบ้านทุกวันเป็นประจำและเคยพบเห็นรถยนต์ทะเบียนกัมพูชาบางคันขับเข้าไปถึงตัวอำเภอเมือง จ.ตราด

ทั้งนี้ ข้อมูลกรมศุลกากร ระบุ จำนวนรถยนต์ที่ผ่านเข้า-ออก บริเวณด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ด่านบ้านหาดเล็ก ช่วงปี 2558 ถึง ปัจจุบัน พบว่า มีรถป้ายทะเบียนกัมพูชาผ่านเข้า-ออกไทยเฉลี่ยวันละ 65 - 90 คัน

ทีมข่าวไทยพีบีเอส ยังตรวจสอบพบว่า ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ศุลกากร ปี 2469 อนุญาตให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ที่มีป้ายทะเบียนกัมพูชาและประเทศอื่น สามารถผ่านเข้าไทย และสามารถเดินทางได้ทั่วราชอาณาจักรไทยและสามารถเดินทางวิ่งเชื่อมต่อออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องเดินทางกลับยังจุดเดิมเพียงแต่จะต้องออกจากประเทศไทยในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่กำหนดระยะเวลา ไว้ 1 เดือน

ส่วนรถยนต์ต้องสงสัย ส่วนบุคคลสีขาว ป้ายทะเบียนกัมพูชา ซึ่งถูกจับได้พร้อม นายพิศิษฐ์ เลียง คนขับชาวกัมพูชาและเป็นรถยนต์ที่ พ.อ.อ.ภคิน ระบุว่า ใช้ขนถ่ายอาวุธสงครามและมาสับเปลี่ยนมาใส่รถกระบะสีดำ ของ พ.อ.อ.ภคิน ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ชายแดน จ.ตราด เมื่อช่วงเช้าตรู่ ของวันที่ 3 มิ.ย. ยังถูกจอดไว้ที่ สถานีตำรวจภูธร บ้านท่าเลื่อน อ.เมือง จ.ตราด เพื่อตรวจสอบและขยายผล เพิ่มเติมและจากรายงานของ ผู้กำกับการ ตรวจคนเข้าเมือง จ.ตราด ซึ่งแจ้งต่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ข้อมูลของรถยนต์คันสีขาวดังกล่าวผ่านเข้าทางด่านชายแดนไทย -กัมพูชา

ส่วนรถยนต์ ของ พ.อ.อ.ภคิน ที่ใช้ขนอาวุธสงคราม ขณะนี้ถูกนำมาจอดไว้ที่สถานีตำรวจเช่นกัน ซึ่งการใช้ป้ายทะเบียน และสัญลักษณ์ตรากงจักรของกองทัพบก รวมถึง บัตรกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ( กอ.รมน.) ที่พบอยู่ภายในรถยนต์วันเกิดเหตุนั้นทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตจากเจ้าหน้าที่หลายคน ที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติหน้าที่ บริเวณด่านชายแดน และเส้นทางต่างๆ ที่รถยนต์ต้องผ่านจุดตรวจ ตั้งข้อสังเกตกับทีมข่าวว่า.. ทั้งป้ายกงจักร และ บัตร กอ.รมน. อาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวดถึงขั้นตรวจค้นรถอย่างละเอียดและอาจทำให้ระดับ พลทหาร ที่ยืนเฝ้าตามด่าน ไม่กล้าขอตรวจค้น เนื่องจากเห็นว่า เป็นรถของนายทหาร ที่มียศทหารสูงกว่า มักใช้ในราชการของกองทัพบก แต่ป้าย กอ.รมน. พ.อ.อ.ภคิน อ้างว่า มีอดีตรองผู้ว่า ราชการจังหวัดคนหนึ่ง เป็นผู้นำมาให้ ส่วนป้ายทะเบียนตรากงจักร พ.อ.อ.ภคิน ระบุว่า ไปซื้อมาจากร้านขายของเก่าที่ย่านสะพานเหล็กในกรุงเทพมหานคร

 

กลับขึ้นด้านบน