เคเอ็นยู.ปฏิเสธซื้ออาวุธสงครามจากไทย

เคเอ็นยู.ปฏิเสธซื้ออาวุธสงครามจากไทย

เคเอ็นยู.ปฏิเสธซื้ออาวุธสงครามจากไทย

รูปข่าว : เคเอ็นยู.ปฏิเสธซื้ออาวุธสงครามจากไทย

หลังการจับอาวุธสงครามที่ จ.ตราด และผู้ก่อเหตุอ้างว่าเคยส่งอาวุธสงครามไปให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดน ล่าสุด บุตรชายอดีตประธานาธิบดีกะเหรี่ยง ปฏิเสธซื้ออาวุธสงครามจากประเทศไทย

วันนี้ (7 มิ.ย.2560) ตำรวจและทหารประจำจุดตรวจด่านห้วยหินฝน ถนน อ.แม่สอด-เมืองตาก ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ตรวจเข้มรถยนต์ที่สัญจรสู่ชายแดนไทย-เมียนมา หลังมีการจับอาวุธสงครามที่ จ.ตราด และผู้ก่อเหตุอ้างว่าเคยส่งอาวุธสงครามไปให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู.)

พล.ต.เนอดา เมียะ ผู้บัญชาการกองกำลังกะเหรี่ยง เคเอ็นดีโอ. (กลุ่มพิทักษ์กะเหรี่ยงแห่งชาติ) บุตรชายนายพลโบเมียะ อดีตประธานาธิบดีกะเหรี่ยง เปิดเผยว่า กลุ่มกะเหรี่ยงไม่มีความจำเป็นในการซื้ออาวุธสงครามมาจากประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมา การร่วมเจรจาเพื่อสันติภาพและหยุดยิงกับรัฐบาลเมียนมา เพื่อให้ได้รับอิสรภาพจากรัฐบาลเมียนมา นอกจากนี้ กองทัพกะเหรี่ยง ก็มีอาวุธมากพอ จึงไม่ต้องจัดหามาเพิ่ม แต่ยอมรับว่าการซื้อขายอาวุธตามแนวชายแดนไทย - เมียนมา มีมานานแล้วและในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่ แต่ไม่ทราบว่ามีกลุ่มไหนซื้ออาวุธผ่านทางประเทศไทย

ขณะที่นายฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงทั่วประเทศของเมียนมา แต่ไม่ได้หมายความว่า คือการวางอาวุธ และไม่ใช่กับทุกกลุ่ม การเจรจาสันติภาพที่ดำเนินอยู่ ไม่ได้เต็มรูปแบบ แต่เป็นการคุยไปด้วย รบไปด้วย เพราะยังไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ขณะที่รัฐบาลเมียนมามียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จึงไม่แปลกที่กลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มต้องการอาวุธใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับกองกำลังของตัวเอง

นายทหารระดับคุมกำลังของชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่ง ด้านตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน นายหนึ่ง กล่าวว่า อาวุธสงครามถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเสริมกองทัพนอกเหนือจากกำลังทหาร แม้ว่าที่ผ่านมา จะมีการลงนามหยุดยิงทั่วประเทศกับรัฐบาลเมียนมา เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ยังไม่มีความไว้วางใจรัฐบาลและกองทัพเมียนมามากนัก เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลมักจะไม่ทำตามสัญญาที่ทำกับชาติพันธุ์ เช่น สัญญาปางหลวง

กลับขึ้นด้านบน