ถอดบทเรียน “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” ฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40

ถอดบทเรียน “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” ฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40

ถอดบทเรียน “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” ฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40

รูปข่าว : ถอดบทเรียน “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” ฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40

ย้อนไป 20 ปี ก่อน ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนายศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อดีตผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม ที่ผันชีวิตมาขายแซนด์วิชริมถนน เพราะถูกกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนั้น จนศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศิริวัฒน์มีหนี้สินเกือบพันล้านบาท

 

 

จากชีวิตที่แสนสบายฐานะครอบครัวมหาเศรษฐี เขาจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา กลับมาเป็นผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์เอเชียจำกัด และนักลงทุนในตลาดหุ้น ทำได้ระยะหนึ่ง เขาเริ่มสนใจการทำธุรกิจ จึงคิดทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียมหรู ที่เขาใหญ่ ช่วงเวลานี้เองทำให้ชีวิตเขาต้องพลิกผัน

"มันเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด ไม่รู้จักพอเพียงและเราโลภ เรามีความมั่นใจในตัวเองสูง ว่าทำอะไรก็สำเร็จหมด ไม่ได้เผื่อเอาไว้เลย" ศิริวัฒน์ กล่าว

 

 

วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตกมาเยือน ในช่วงโครงการคอนโดมิเนียมกำลังก่อสร้าง ทำให้ต้องแบกรับหนี้สินจากเงินที่กู้มา รวมกับดอกเบี้ยมหาศาล เป็นจำนวนเงินเกือบพันล้านบาท และสุดท้ายศาลสั่งให้เขาเป็นบุคคลล้มละลาย เขาตั้งสติและยืนยันกับตัวเองจะไม่หนีปัญหาด้วยวิธีฆ่าตัวตายแน่นอน เพราะภาระหนี้สินต้องตกอยู่กับภรรยา และลูกทั้ง 3 คนที่ยังเล็กมาก

"คนเราถ้าไม่ยอมแพ้และมีความพยายาม เรารู้ปัญหาของตัวเรา เราก็สามารถประคับประครองไปได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันชั่วคราวเท่านั้น หากเราเปลี่ยนความคิด เราไม่ยอมแพ้ เราก็จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส"

 

 

ศิริวัฒน์ สู้อีกครั้ง เขาพยายามหาหนทางเริ่มต้นใหม่ เพราะสิ่งที่เขารับผิดชอบอยู่ตอนนั้นอาจจะไม่ใช่เพียงครอบครัวของเขา แต่ยังรวมถึงพนักงานอีก 20 คนที่หมดหนทางเหมือนกับเขา และขอให้ศิริวัฒน์ช่วยเหลือ เขาปรึกษากับภรรยาและได้คำแนะนำว่าควรทำแซนด์วิชขายริมถนน จากนั้นภาพที่ทุกคนจดจำเขาได้คือผู้ชายวัย 48 ปี แขวนกล่องสีเหลือง ด้านบนมีแซนด์วิช เร่ขายริมถนนย่านธุรกิจต่างๆ ในกรุงเทพ จนแซนด์วิชของเขาเป็นที่รู้จักติดตลาด และเขายังเป็นบุคคลหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆคนที่คิดท้อแท้กับชีวิต

"ช่วงนั้นแซนด์วิชขายดีมาก ขายได้วันละ 1,000 ชิ้น มีพนักงานขายกว่า 40 คน เราต้องคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้เขาซื้อชิ้นต่อๆ ไป เพราะมองว่าคนซื้อเพราะสงสาร จึงต้องทำให้สินค้ามีคุณภาพ ไม่เอาเปรียบ ซื่อสัตย์กับลูกค้า ต้องทำแซนด์วิชสดใหม่ทุกวันไม่เอาของเหลือมาวนขายใหม่"

 

 

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การขายแซนด์วิช มันก็ไม่ง่ายเหมือนที่คิด เขาพบอุปสรรคหลายอย่างทั้งถูกเทศกิจจับถึง 2 ครั้ง และถูกพนักงานที่รับมาโกงเอาสินค้าและเงินทอนไป ระยะหลังขายไม่ค่อยดีนัก เมื่อ 7 ปีที่แล้ว จึงต่อยอดธุรกิจ ทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและขนมอบกรอบ ขายในห้างสรรพสินค้า แต่ก็ไม่ทำให้เขาได้กำไรอย่างที่คิด เขากลับมีหนี้สินอีกครั้ง แต่ไม่มากเหมือนก่อน รวมทั้งพนักงานขายที่มีกว่า 40 คน ปัจจุบันเหลือเพียง 5 คน และขายได้เพียง 100 ชิ้นต่อวันเท่านั้น

2 เดือนที่แล้ว เขาจึงต้องปรับขนาดองค์กรให้เล็กลง ปรับลดพนักงาน และเตรียมย้ายออฟฟิศไปอยู่ที่เล็กกว่าปัจจุบัน ซึ่งเขาเชื่อมันว่าเขาจะไม่ล้มเหลวซ้ำรอยเหมือนในอดีตแน่นอน เพราะยึดหลักซื่อสัตย์ ขยัน อดทน และพึ่งตัวเอง

 

 

"ทุกวันนี้ผมประหยัดทุกอย่าง แม้กระทั่งออฟฟิศวันนี้ที่อยู่ ถึงสิ้นปีนี้จะย้ายเพราะค่าเช่าสูงเกินความจำเป็น ผมต้องไปหาที่ที่เล็กลง ตอนนี้ผมจึงต้องปรับขนาดองค์กร ลดเงินเดือนพนักงาน อะไรที่ทำแล้วกำไรน้อยหรือไม่มีกำไรเราก็ไม่ทำ" ศิริวัฒน์ กล่าว

ศิริวัฒน์ ถือเป็นบุคคลหนึ่ง ที่อาจจะถือว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ปี 2540 เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีนักลงทุนหลายคนหาทางออกด้วยวิธีฆ่าตัวตาย แต่ศิริวัฒน์ไม่มีความคิดแบบนั้น แต่กลับดิ้นรนสู้ชีวิต ทำธุรกิจเล็กๆ ผ่านไป 20 ปี ด้วยวัยที่เริ่มโรยรา 68 ปี เขายังคงเป็นต้นแบบการสู้ชีวิตต่อไป

 

ภาพ/เนื้อหา : วิภา ปิ่นแก้ว

กลับขึ้นด้านบน