"ศรีสุวรรณ" ค้านซื้อเครื่องบิน T-50TH ชี้ยุค 4.0 ควรใช้การทูต-ข่าวกรอง

"ศรีสุวรรณ" ค้านซื้อเครื่องบิน T-50TH ชี้ยุค 4.0 ควรใช้การทูต-ข่าวกรอง

"ศรีสุวรรณ" ค้านซื้อเครื่องบิน T-50TH ชี้ยุค 4.0 ควรใช้การทูต-ข่าวกรอง

รูปข่าว : "ศรีสุวรรณ" ค้านซื้อเครื่องบิน T-50TH ชี้ยุค 4.0 ควรใช้การทูต-ข่าวกรอง

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย คัดค้านการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH ระบุรัฐมีอาวุธยุทโธปกรณ์มากแล้ว และยุค 4.0 ควรใช้การทูตและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าสะสมอาวุธ

จากกรณีที่ พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ได้แถลงข้อคัดค้านการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH โดยอ้างว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้รัฐต้องมีกำลังทหารไว้เพื่อป้องกันประเทศ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่กำหนดให้กองทัพต้องมีหน้าที่ในการเตรียมกำลังและป้องกันราชอาณาจักรนั้น

วันนี้ (13 ก.ค.2560) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้แถลงคัดค้านข้อแถลงดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.การจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH ดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 แต่อย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ “รัฐต้องมีกำลังทหารไว้เพื่อป้องกันประเทศ” ไม่ได้กำหนดให้ “รัฐต้องจัดให้มีการซื้อเครื่องบิน T-50TH ไว้เพื่อป้องกันประเทศ” อีกทั้ง “การเตรียมกำลัง” ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 นั้น มี “พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497” บัญญัติไว้รองรับชัดเจนอยู่แล้ว ที่กำหนดให้ให้เฉพาะชายที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์เพื่อรับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน อันถือได้ว่าเป็น “การเตรียมกำลัง” ไว้ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติโดยชัดแจ้ง ดังนั้น การอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH จึงเป็น “การตะแบง” ที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

2.การอ้างมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าหน่วยงานของรัฐซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุขของประชาชนโดยรวมนั้น เป็นการกล่าวอ้างโดยไม่คำนึงถึงมาตรา 3 วรรคแรกเสียก่อนที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยเป็นของกองทัพอากาศ หรือของกระทรวงกลาโหม หรือของรัฐบาลฝ่ายบริหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นการที่หน่วยงานรัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น กองทัพอากาศควรที่จะต้องไปพิจารณาและปฏิบัติให้เป็นไปตามหมวดที่ 5 ว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” ในมาตรา 51 มาตรา 53 ประกอบมาตรา 62 และมาตรา 63 ด้วย จึงจะถูกต้อง

3.การอ้างมาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่ารัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตยบูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพนั้น ข้ออ้างดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงกับบูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีเขาพระวิหาร กรณีที่มีชาวกัมพูชาเข้ามายึดครองที่ดินทำกินบริเวณหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว กรณีพื้นที่ทับซ้อนแหล่งปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย และล่าสุดกรณีการอนุญาตให้สถาปนิก และวิศวกรจีนเข้ามาก่อสร้างและดำเนินการรถไฟความเร็วสูง กองทัพอากาศได้ปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับกรณีที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้มาตรา 52 ดังกล่าวเป็นการบัญญัติให้ “รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ” ไม่ใช่กำหนดให้ “รัฐต้องจัดให้มีการซื้อเครื่องบิน T-50TH ไว้” แต่อย่างใด ซึ่งในยุค 4.0 นี้ ใช้การทูตและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพในการรักษาบูรณภาพแห่งอาณาเขต สิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐกันแล้ว ไม่ใช่ “การสะสมอาวุธ” ดังที่กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา และในรอบ 50 ปีที่ผ่านมากองทัพไทยได้สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายมหาศาลจนเกินจำเป็นแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ป้องกันประเทศหรือรักษาความมั่นคงแห่งรัฐอีกหรือ

4.ข้อกล่าวอ้างที่ว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น สอดคล้องกับหลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล หลักความโปร่งใส และมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้อย่างไร ประชาชนสามารถตรวจสอบกระบวนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพได้อย่างไร โดยวิธีการใด และยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2555 ที่กล่าวอ้างนั้น กระทรวงกลาโหมได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเจ้าของประเทศที่แท้จริงเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะไปแถลงรายละเอียดและประเด็นการคัดค้านอีกครั้งในวันพุธที่ 19 ก.ค.2560 เวลา 10.00-12.00 น. ในเวทีอภิปรายสาธารณะ “แก้ปัญหาคอรัปชั่น ชาตินี้หรือชาติหน้า ? (ครั้งฉุกเฉิน 2) ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ และจะนำความไปหาข้อยุติโดยยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันพฤหัสที่ 20 ก.ค. 2560 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ อาคาร A ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

กลับขึ้นด้านบน