ร้องยุติคุกคามสื่อ เหตุนักข่าวอิศราถูกคุมตัว อ้างบุกรุกหอพักภรรยา "พัชรวาท"

ร้องยุติคุกคามสื่อ เหตุนักข่าวอิศราถูกคุมตัว อ้างบุกรุกหอพักภรรยา "พัชรวาท"

ร้องยุติคุกคามสื่อ เหตุนักข่าวอิศราถูกคุมตัว อ้างบุกรุกหอพักภรรยา "พัชรวาท"

รูปข่าว : ร้องยุติคุกคามสื่อ เหตุนักข่าวอิศราถูกคุมตัว อ้างบุกรุกหอพักภรรยา "พัชรวาท"

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เรียกร้องตำรวจยุติคุกคามและกลั่นแกล้งสื่อมวลชน หลังนักข่าวอิศราถูกควบคุมตัว อ้างบุกรุกหอพักภรรยา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ยืนยันมีการแสดงตัวชัดเจนและทำตามหน้าที่สื่อมวลชน

วันนี้ (10 ส.ค.2560) นายณัฐพร วีระนันท์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา ให้ข้อมูลกับทีมข่าวไทยพีบีเอสกรณีถูกพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ดำเนินคดีข้อหาบุกรุก เนื่องจากมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ภายหลังนายณัฐพรลงพื้นที่ทำข่าวสำรวจบริเวณอาคารหอพักแห่งหนึ่งย่านพหลโยธิน 32 ซอยเสนานิคม 26 แยก 1

นายณัฐพร วีระนันท์ เล่าว่า ตนเองได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการให้สำรวจทรัพย์สินของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งไม่มีเจตนาบุกรุกเข้าไปภายในหอพัก แต่เห็นว่าประตูเปิดอยู่ จึงแสดงตัวว่าเป็นผู้สื่อข่าวและเข้าไปสอบถามหาผู้ดูแลอาคาร เพื่อต้องการทราบข้อมูลของทรัพย์สิน แต่ขณะเข้าไปสอบถามหาผู้ดูแลอาคารและอยู่ระหว่างการรอ ก็ถูกตำรวจควบคุมตัวมาที่ สน.พหลโยธิน

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าวว่าได้ส่งผู้สื่อข่าวปฎิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้อง มีการแสดงตัวชัดเจน ซึ่งเป็นรูปแบบของสื่อมวลชนทั่วไป ไม่มีเจตนาที่จะเข้าไปบุกรุก ส่วนการที่เข้าไปภายในอาคารก็เพื่อต้องการเข้าไปสอบถามข้อมูลบุคคลที่อยู่ด้านใน โดยที่ประตูเปิดไว้อยู่

นายณัฐพร ถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหาบุกรุก แต่ให้การปฎิเสธและขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน โดยยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว 15,000 บาท และวันที่ 1 ก.ย.นี้ พนักงานสอบสวนได้นัดเข้ามารับฟังผลการพิจารณาส่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งตำรวจ สน.พหลโยธิน ระบุว่าเมื่อเป็นคดีก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ระบุว่า กรณีนายณัฐพร ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลเรื่องหอพัก ที่ หจก.สมถวิล เรียลเอสเตรท ตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 32 ถ.รัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายของวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรายงานข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนและรอบด้านตามหลักวิชาชีพ

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีลักษณะเป็นการใช้กฎหมายเพื่อข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งได้ปฏิบัติตามหน้าที่ ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ได้แสดงตนและสังกัดชัดเจน โดยขอสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลในประเด็นที่เป็นข่าว ไม่ได้เข้าไปในจุดห้ามเข้า ไม่ได้ทำลายเครื่องกีดขวาง หรือรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์หรือประสงค์ต่อทรัพย์อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกแต่อย่างใด ขณะที่คนดูแลอาคารดังกล่าวได้แจ้งว่าให้รอในพื้นที่ก่อน ผู้สื่อข่าวจึงได้รอในบริเวณนั้น ต่อมาตำรวจ สน.พหลโยธิน ได้เชิญตัวไปที่โรงพักพร้อมกับมีการแจ้งความข้อหาบุกรุกสถานที่

ฝ่ายสิทธิฯ สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่า กรณีผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามผู้ดูแลสถานที่ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปมาเช่าพัก ไม่ใช่การกระทำความผิดฐานบุกรุก ดังนั้นการตั้งข้อหานี้จึงไม่มีความชอบธรรมและเป็นการกระทำเพื่อขัดขวางการประกอบวิชาชีพของผู้สื่อข่าวโดยใช้กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นเป็นเครื่องมือ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจในการยึดโทรศัพท์ของผู้สื่อข่าวเพื่อดูข้อมูลภายใน ยังเป็นการละเมิดสิทธิ และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง ยัดข้อหาให้กับผู้สื่อข่าว อีกทั้งการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งความดำเนินคดีทั้งที่ไม่มีความชัดเจนในความผิด และบีบบังคับให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปในที่คุมขัง ถือเป็นพฤติการณ์กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำให้สูญเสียเสรีภาพ หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คุกคามการทำหน้าที่สื่อมวลชน

ฝ่ายสิทธิฯ สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่า ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเดินหน้าปฏิรูปตำรวจเพื่อให้ตำรวจเป็นของประชาชน ไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้น หรือกรณีก่อนหน้านี้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจออกหมายเรียกนายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที พิธีกรรายการ “สภากาแฟ สภาประชาชน” ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม นิวส์วัน (เอเอสทีวี) ที่ตรวจสอบการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ เพื่อหวังปิดปากสื่อไม่ให้ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงไปสู่สังคม ซึ่งมิควรเกิดขึ้นแล้วในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจักต้องผดุงความยุติธรรมให้กับสังคม มิใช่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ฝ่ายสิทธิฯ สมาคมนักข่าวฯ ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยุติการสอบสวนคดีที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และมีลักษณะเป็นการรับใช้ผู้มีอำนาจในคดีนี้โดยพลัน

 

 

กลับขึ้นด้านบน