เจ้าของฟาร์มเผย นศ.แพทย์ ถูกกล่าวหาวางแผนฆ่าสุนัขให้ออกใบเสร็จสูงกว่าราคาจริง 7 เท่า

เจ้าของฟาร์มเผย นศ.แพทย์ ถูกกล่าวหาวางแผนฆ่าสุนัขให้ออกใบเสร็จสูงกว่าราคาจริง 7 เท่า

เจ้าของฟาร์มเผย นศ.แพทย์ ถูกกล่าวหาวางแผนฆ่าสุนัขให้ออกใบเสร็จสูงกว่าราคาจริง 7 เท่า

รูปข่าว : เจ้าของฟาร์มเผย นศ.แพทย์ ถูกกล่าวหาวางแผนฆ่าสุนัขให้ออกใบเสร็จสูงกว่าราคาจริง 7 เท่า

เจ้าของฟาร์มสุนัข ย่านสุขุมวิท ได้ให้ข้อมูลกับตำรวจว่านักศึกษาแพทย์ที่ถูกกล่าวหาวางแผนฆ่าสุนัขเพื่อหวังเอาเงินประกัน ให้ออกใบเสร็จค่าซื้อสุนัขสูงกว่าราคาจริงถึง 7 เท่า ก่อนนำไปใช้ค้ำประกันกับบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยง เพื่อเอาประกัน

เมื่อวานนี้ (10 ก.ย.2560) เจ้าของฟาร์มสุนัข ย่านสุขุมวิท ที่ขายสุนัขจำนวน 2 ตัว ให้กับนักศึกษาแพทย์ เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ในฐานะพยาน หลังกลุ่ม วอซด็อก ไทยแลนด์ (Watchdog Thailand) เข้าแจ้งความ เพื่อให้ดำเนินคดีกับนักศึกษาแพทย์ เนื่องจากเชื่อว่าได้วางยาสุนัข เพื่อหวังเอาเงินประกันจำนวน 40,000 บาท จากบริษัทขนส่ง ที่ถูกว่าจ้างให้นำสุนัขไปส่งที่ปลายทาง จ.นครราชสีมา

เจ้าของฟาร์มสุนัขยืนยันว่านักศึกษาแพทย์คนนี้มาซื้อสุนัขจากฟาร์มไป 2 ตัว โดยตัวแรกซื้อไปในเดือนกรกฎาคม และทราบว่าสุนัขตัวนั้นตายไปแล้วเช่นกัน ส่วนสุนัขตัวที่เพิ่งตายและเป็นข่าวอยู่นี้ ซื้อไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าสุนัขของฟาร์มมีการรับรองสุขภาพ และสุนัขที่ขายไปทุกตัว มีสุขภาพดี ซึ่งหากผลพิสูจน์ว่านักศึกษาแพทย์มีเจตนาฆ่าสุนัขจะร่วมแจ้งความเอาผิดด้วย

สำหรับความคืบหน้าคดีหลังปศุสัตว์ จ.นครราชสีมา เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนักศึกษาแพทย์ ตำรวจสถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เจ้าของคดี กล่าวว่า ขณะนี้ได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 3 ปาก คือสัตวแพทย์เจ้าของโรงพยาบาลสัตว์ และวันนี้ตำรวจจะส่งยา จำนวน 12 เม็ด ที่พบในกระเพาะอาหารสุนัขและยาเม็ดสีเหลืองอีก 1 เม็ด ที่ตกอยู่ในตระกร้าใส่สุนัข ไปตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา
และในสัปดาห์เดียวกันนี้จะเชิญพนักงานขับรถขนส่งสุนัขและนักศึกษาแพทย์ที่ถูกกล่าวหา มาสอบปากคำ ซึ่งหากนักศึกษาแพทย์ไม่มาตามนัดหมายก็จะออกหมายเรียก

สำหรับกรณีนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า จากพฤติกรรม นักศึกษาแพทย์ซื้อสุนัขในราคา 6,500 บาท และให้เจ้าของสุนัขออกใบเสร็จในราคา 45,000 บาท และนำเอกสารดังกล่าวไปวางเงินค้ำประกันกับบริษัทขนส่ง เพื่อเอาเงินกระประกันภัย 40,000 บาท จึงเข้าข่ายในข้อหาฉ้อโกง โดยการหลอกลวงนั้นปกปิดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แม้ว่ายังไม่มีการจ่ายเงินประกันตามที่นักศึกษาแพทย์ร้องก็ถือว่ามีความผิด

นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหดิล กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลจากทางสัตวแพทย์ และที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ต้องรับฟังข้อมูลจากทางนักศึกษาด้วย โดยในวันนี้ ได้เชิญผู้ปกครองและนักศึกษา มาสอบถามข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร และเมื่อได้ข้อมูลทุกอย่างครบถ้วนก็จะแจ้งให้ทราบ ยืนยันว่าไม่ปกป้องคนผิดแน่นอน

ด้าน นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า นักศึกษาแพทย์รายนี้ยังไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทยสภา โดยในกรณีนี้จะต้องขึ้นอยู่กับทางคณบดีและสถานศึกษาเป็นหลัก แต่ในความคิดเห็นส่วนตัว หากมีคนฟ้องนักศึกษาแพทย์รายนี้ จะโดนคดีอาญาซึ่งเข้าข่ายผิดในด้านจริยธรรมจรรยาบรรณในวิชาชีพ จะส่งผลให้ไม่สามารถสมัครเป็นแพทย์ได้ เนื่องจากเคยโดนโทษอาญา แต่หากไม่มีผู้ฟ้องก็อาจจะต้องมีการไปตรวจปัญหาทางด้านสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์รายนี้ เพราะหากมีปัญหาทางสุขภาพจิตจะไม่สามารถเป็นหมอได้เช่นกัน เพราะจะเป็นอันตรายต่อคนไข้ได้

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจขึ้นมา เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่ง โพสต์เรื่องราวพฤติกรรมของ เจ้าของสุนัขรายหนึ่งได้ว่าจ้างรถบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยงให้นำสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียน เพศผู้ สีน้ำตาลอ่อน อายุ 7 เดือน น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ส่งปลายทาง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา

แต่ระหว่างทางสุนัขเกิดตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยเจ้าของสุนัขดังกล่าวจึงพยายามเรียกร้องเงินประกัน 50,000 บาท จากบริษัทขนส่ง แต่เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงนำซากสุนัขมาตรวจที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ซึ่งเมื่อมีการผ่าพิสูจน์กลับพบเม็ดยาตกค้างในกระเพาะอาหารของสุนัขมากถึง 12 เม็ด ซึ่งคาดว่าอาจเป็นการวางยาเพื่อหวังเงินประกัน ทำให้เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน