แต่งตั้ง "พรชัย" รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

แต่งตั้ง "พรชัย" รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

แต่งตั้ง "พรชัย" รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

รูปข่าว : แต่งตั้ง "พรชัย" รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช. ให้นายพรชัย จำรูญพานิชย์กุล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อาวุโสสูงสุด รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ครบวาระไป โดยให้มีผลตั้งแต่วันนี้ (26 ก.ย.2560)

นายพรชัย จำรูญพาณิชย์กุล ที่ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แทนนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ที่ครบวาระ กล่าวว่า ในฐานะรักษาการ ได้เตรียมรายงาน คตง.ชุดใหม่ ถึงงานปกติที่ สตง.เคยทำอยู่ รวมถึงงานตรวจสอบต่างๆ โดยมีเรื่องเร่งด่วนคือ การสรรหาผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ ส่วนงานตรวจสอบทั่วไป เช่น กรณีเรือเหาะ ทางเจ้าหน้าที่ สตง.กำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งตอนนี้งานต่างๆ เดินหน้าต่อไป ไม่ได้มีการหยุดชะงักอะไร

นายพรชัยกล่าวถึงคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สตง. ที่นายพิศิษฐ์ใช้อำนาจประธาน คตง.ไปก่อนหน้านี้ว่า คงต้องรอดูว่า คณะกรรมการ คตง.ชุดใหม่จะนำเรื่องนี้มาพิจารณาหรือไม่ เพราะถ้า คตง.ชุดใหม่ไม่มีคำสั่งเพิกถอน คงไม่มีผลใดๆ เพราะคำสั่งดังกล่าวมีผลไปแล้ว

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ที่เพิ่งพ้นตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไป เปิดเผยว่า เพิ่งได้รับทราบคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเมื่อวานนี้ถือว่าได้ยุติบทบาทหน้าที่ลงแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อีก โดยรักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะเริ่มดำเนินงานในวันนี้เป็นต้นไป โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบแต่เดิมที่ค้างอยู่ ทั้งกรณี GT200 และการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ ที่มีกำหนดเสร็จสิ้นภายใน 1 เดือนตามที่ให้ข่าวไว้

ในเรื่องการตรวจสอบการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ นายเรืองไกร กิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือหลักฐานเพิ่มเติม ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการจัดซื้อเรือเหาะ สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี2552 ใน 2 ประเด็น เพื่อชี้ให้เห็นว่า กรณีที่ป.ป.ช.เคยยกคำร้องคดีเรือเหาะของนายสุเทพเป็นคนละประเด็นกับกรณีล่าสุดที่ยื่นเรื่องให้เอาผิดนายอภิสิทธิ์และครม. เนื่องจากการยกคำร้องนายสุเทพเป็นการร้องเรียนเรื่องการจ่ายเงินแพงเกินจริงในการซื้อเรือเหาะ

แต่กรณียื่นเอาผิดนายอภิสิทธิ์และ ครม.เป็นกรณีอนุมัติใช้งบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น โดยไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน และไม่ได้ขออนุมัติหลักการจาก ครม.ก่อน ในกรณีการจัดซื้อที่มีงบประมาณเกิน100 ล้านบาท จึงเป็นคนละประเด็นชัดเจน และเป็นประเด็นใหม่ที่ ป.ป.ช.หยิบยกมาตรวจสอบได้แน่นอน

กลับขึ้นด้านบน