เก็บค่าใช้น้ำ “เกษตรกร”ไม่เกิน 50 สตางค์ ต่อลบ.ม.

เก็บค่าใช้น้ำ “เกษตรกร”ไม่เกิน 50 สตางค์ ต่อลบ.ม.

เก็บค่าใช้น้ำ “เกษตรกร”ไม่เกิน 50 สตางค์ ต่อลบ.ม.

รูปข่าว : เก็บค่าใช้น้ำ “เกษตรกร”ไม่เกิน 50 สตางค์ ต่อลบ.ม.

สัมภาษณ์พิเศษ "วรศาสน์ อภัยพงษ์" อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ต่อความพร้อมการจัดทำร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำพ.ศ..โดยแบ่งการจัดสรรน้ำเป็น 3 ประเภท ยืนยันกลุ่มเกษตรกร จะถูกเก็บน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลบ.ม. กำหนดเพดานปริมาณน้ำ ใครได้ประโยชน์ คาดประกาศใช้ปลายปีนี้

มีความชัดเจนว่า ประเทศไทยเข้าสู่ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำ ทำให้รัฐบาลต้องมีกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ และผลักดันร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ...ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนช.หากมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายจะอยู่ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ หรือ กนช.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่สำคัญการจัดสรรน้ำเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ


ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์พิเศษ นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต่อประเด็นที่ยังมีข้อสงสัย ทั้งความเป็นธรรมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ใครจะได้ประโยชน์สูงสุด รวมถึงตัวเลข อัตราจัดเก็บค่าใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ

ความแตกต่างของร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำฉบับนี้


สิ่งที่สังคมกำลังสนใจ คือ ทรัพยากรน้ำที่มีจำกัดนี้ จะสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร รัฐบาลมองเห็นความจำเป็น ถ้าไม่เริ่ม ร่างกฎหมายน้ำ ในช่วงปฏิรูปประเทศ  ถ้าไม่จัดระเบียบการใช้น้ำ ความขัดแย้งในการแย่งชิงน้ำจะเกิดขึ้น เรามีตัวอย่างในประเทศอินเดีย ระหว่างแคว้นกับแคว้น ศาลพิพากษาให้แคว้นที่มีน้ำต้องปล่อยน้ำลงมา เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำ และในไทยก็เคยมีปัญหาการเปิด ปิดประตูระบายน้ำ ดังนั้นต้องกำหนดกติกา เพื่อลดความขัดแย้งให้ได้


ในร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำพ.ศ... ยืนยันว่าจะดูแลเฉพาะ น้ำสาธารณะ เท่านั้นหมายถึงแหล่งน้ำสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ครอบคลุม แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง และไม่เกี่ยวกับแหล่งน้ำที่ประชาชน ขุดไว้ใช้เอง แต่ต้องเก็บกักได้เท่าที่จำเป็น เช่น กิจกรรมการเพาะปลูก สวนผลไม้ ถ้าถึงหน้าแล้ง ต้องมีระดับน้ำที่เหลือในจุดที่ยอมรับได้ ไม่ใช่เต็มตลอดเวลา และถ้าไม่ไปสูบน้ำจากแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำสาธารณะ จะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ 

 

 

หลักเกณฑ์การแบ่งประเภทผู้ใช้น้ำ  

เรากำหนดน้ำ สาธารณะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.เพื่อใช้ในการดำรงชีพความจำเป็นพื้นฐาน ได้แก่ น้ำใช้ในการเกษตรเพื่อมีรายได้เลี้ยงครอบครัว น้ำอุปโภคบริโภค น้ำในอุตสาหกรรมขนาดเล็กในครัวเรือน น้ำตามจารีตประเพณีของแต่ละท้องถิ่น น้ำรักษาสมดุลในระบบนิเวศ เป็นต้น 

โดยน้ำประเภทที่ 1 นี้ในแต่ละลุ่มน้ำเขาต้องรู้ว่าประชาชนในพื้นที่ ความจำเป็นใช้น้ำ มีอยู่เท่าไหร่ เมื่อรู้ปริมาณแล้ว จะถูกจัดสรรไว้ก่อน และประเภทนี้ จะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะมีตัวเลข และวัดความจำเป็นในการใช้น้ำของประชาชน ในแต่ละแหล่งน้ำว่ามีมากน้อยเท่าไหร่ กำหนดเป็นตัวเลขพื้นฐาน แล้วจะมีการจัดสรรน้ำส่วนนี้ไว้ก่อนเบื้องต้น จะทำให้เห็นตัวเลขตัดยอดน้ำว่ากลุ่มนี้ใช้น้ำสัดส่วนเท่าไหร่

ส่วนประเภทที่ 2 คือ น้ำที่นำไปเพิ่มมูลค่าผลผลิต สูงกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการระดับเท่าไหร่ เช่น  เกษตรกร ทำรายได้สูงแล้ว อยากขยายพื้นที่ทำเพิ่ม เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น การใช้น้ำสาธารณะก็ต้องดึงเข้ามาในส่วนนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องขออนุญาตใช้น้ำสาธารณะ  ซึ่งหลักเกณฑ์การขออนุญาตต้องบอกว่าจะนำน้ำสาธารณะเอาเข้ามาในช่วงเวลาไหน ปริมาณที่นำเข้ามา เก็บที่ไหน ตรงนี้มีความสำคัญ และจัดลำดับการใช้ เช่น ถ้าเป็นภาคการเกษตร จะได้รับการพิจารณาในลำดับต้นๆ เกษตร ปศุสัตว์ จะถูกจัดสรรเข้าในกลุ่มแรก

 

 

อัตราค่าใช้น้ำแต่ละประเภทกำหนดอย่างไร

หลักเกณฑ์ การใช้น้ำของกลุ่มเกษตรกร ปศุสัตว์ การเก็บค่าใช้จ่าย “ไม่เกิน” ลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับประชาชนที่อยู่บริเวณกรมชลประทาน ที่มีการเก็บค่าน้ำในปัจจุบัน


ประเด็นสำคัญคือ ยังมีข้อแม้ว่าในช่วงนั้นมีภัยแล้ง หรือมีศัตรูพืช ผลผลิตจำหน่ายไม่ดี รายได้ไม่เพียงพอที่จะนำมาจ่าย ก็สามารถยกเว้นไม่เก็บค่าน้ำได้ ตามมาตรา 47 ระบุว่า หากนำน้ำไปใช้แล้วไม่เกิดมูลค่าทางผลผลิต ก็สามารถยกเว้นการเก็บค่าน้ำสาธารณะได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี  ที่ใช้น้ำในปริมาณไม่มาก ตรงนี้ก็มีการใช้น้ำในประเภทที่ 2 นี้ และเก็บค่าน้ำลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน 50 สตางค์ และสามารถยกเว้นได้ในกรณีที่ผลผลิตไม่ดี ส่งจำหน่ายไม่ได้เช่นกัน

ความยืดหยุ่นนี้ จะส่งผลดีต่อผู้ที่มีรายได้น้อย และกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการลงทุน ถือว่าเป็นราคาที่ถูกมากภาครัฐไม่ได้เน้นเรื่องรายได้จากการเก็บค่าน้ำสาธารณะ แต่ต้องการให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ ถ้าน้ำมีมูลค่า การนำไปใช้ การดูแลไม่ให้สูญเสีย จะทำให้เกิดวินัยในการใช้น้ำ

อุตสาหกรรมใหญ่-สนามกอล์ฟ จ่ายแพงกว่า


สำหรับประเภทที่ 3 ได้แก่ กลุ่มการท่องเที่ยว โรงแรม ภัตตาคาร กิจกรรมทางกีฬา สนามกอล์ฟ ถ้าเขามีน้ำเพียงพอ แต่ถ้าอยากได้โควต้าน้ำสาธารณะ ก็ต้องขอใช้สิทธิจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ และต้องดูสมดุลน้ำ และเงื่อนไขที่จะเอาน้ำมาใช้กับกิจกรรมใหญ่ ก็ถูกกำหนดเรื่องสถานที่เก็บกักน้ำ ที่สำคัญจะส่ง เสริมให้สร้างแหล่งเก็บกักน้ำของตัวเอง และถ้าเอกชนมีแหล่งน้ำจะเป็นประโยชน์กับประเทศ

หากต้องการใช้น้ำสาธารณะจะต้องไปขออนุญาต โดยคิดค่าน้ำในราคาไม่เกิน 1 – 3 บาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการลงทุนทำธุรกิจ แต่ถ้าธุรกิจมีความเสียหาย และไม่สามารถจ่ายค่าน้ำก็สามารถขอยกเว้นได้เช่นกัน

ในการจัดสรรน้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำจะต้องดูในเรื่องของสมดุลน้ำคือน้ำจะต้องรักษาระบบนิเวศได้เพียงพอ จึงต้องมีเงื่อนไขอย่างละเอียดในทุก ๆ ขั้นตอน และพยายามส่งเสริมให้กลุ่มทุนสร้างแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ถ้าเอกชนทั้งหลายมีศักยภาพมีแหล่งน้ำในพื้นที่เมื่อไหร่ ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์เนื่องจากเรามีปริมาณกักเก็บน้ำที่เพิ่มขึ้น แต่ปัญหาของประเทศตอนนี้ คือพื้นที่กักเก็บน้ำยังน้อยเกินไป แม้ว่าจะมีเขื่อนขนาดใหญ่ 34 แห่ง ใน 26 จังหวัด และเขื่อนขนาดกลางอีกกว่า 400 แห่ง แหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งน้ำสาธารณะอีกกว่า 100,000 แห่ง ปัญหาที่พบคือฝนตกลงมาเท่าใดก็ระเหยกลับไปเท่านั้น เพราะฉะนั้นในหน้าแล้งจึงเกิดการขาดแคลนน้ำแบบที่เกิดอยู่ในปัจจุบัน

 

ใครจะได้สิทธิ-ประโยชน์ใช้น้ำมากที่สุด


คนที่จะได้สิทธิ์โควต้าใช้น้ำ และการเข้าถึงโควต้าเป็นสิ่งสำคัญ คนเข้าใจผิด อยากให้มองมุมกลับว่าในการเข้าถึงแหล่งน้ำประเภทที่ 2 โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ถ้าจะให้เข้าถึงสิทธิ์การใช้น้ำสาธารณะ เปเป็นธรรมในสังคมคือ "เพดานจะต้องไม่สูงเกินไป" เพราะค่าน้ำมีความยืดหยุ่น ตัวเพดาน เราเคยมีฐานข้อ มูลในปี 2550 ว่า  รายได้ครัวเรือน 17,000 จะมีรายได้จากภาคเกษตรเข้ามาสนับสนุนโครงสร้างรายได้ และเกษตรกรที่จะมีรายได้เพียงพอ เช่น การทำนาควรกำหนดกี่ไร่ และกี่ไร่ขึ้นไปถึงจะกำหนดใช้น้ำได้ เช่น ทำนาปลูกข้าวกำหนดไว้ไม่เกิน 50 ไร่ ส่วนปศุสัตว์ ตอนนั้นกำหนดถ้าเลี้ยงวัวกำหนดไว้ 20 ตัว เป็นต้น โดยตัวเลขนี้ ก่อนการออกกฎกระทรวง ต้องสอบถามความเห็นประชาชน อธิบายให้เข้าใจถึงการกำหนดเพดาน

เชื่อว่าสิทธิการเข้าถึงน้ำจะต้องเท่าเทียมกัน ถ้าไม่ทำแบบนี้พบว่าในแหล่งน้ำสาธารณะหลายแห่งคนที่มีศักยภาพสูง เข้าไปสูบน้ำ โดยที่ไม่มีกฎหมาย วันละ 500- 1,000 ลูกบาศก์เมตรดึงน้ำ ยิ่งหน้าแล้งถ้าสูบมากก็จะกระทบกับการใช้น้ำ กฎหมายนี้ จึงไม่ดูแลเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถามว่าใครได้ประโยชน์ สังคมได้ประโยชน์แน่นอน ไม่มีความขัดแย้ง มีกลไกมาป้องกัน ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็ดูแล เพราะเป็นเศรษฐกิจของประเทศ สรุปน้ำทั้งประเทศต้องใช้ประโยชน์สูงสุด

กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ 

คาดว่าช่วงเดือนต.ค.-พ.ย.นี้ จะมีผลบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ...จากนั้น ภายใน 180 วันจะมีการออกกฎหมายลูก ที่เกี่ยวข้องกับ  พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง โดยเฉพาะอัตราการเก็บค่าน้ำก่อนจะออกเป็นกฎกระทรวงต่อไป

สำหรับมติ กนช.ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้สั่งการให้ย้ายกรมทรัพยากรน้ำ ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี  เนื่องจากที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำมีหลายหน่วยงานและขาดหน่วยงานที่จะมาควบคุมกำกับโดยตรง ทำให้ขั้นตอนสั่งการมีความล่าช้า การย้ายไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำให้สะดวกในการแก้ปัญหาน้ำที่เป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทย

นับถอยหลังหากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ ต้องจับตาว่า "น้ำสาธารณะ" ใครจะเข้าถึง และได้ประโยชน์สูงสุด รวมทั้งลดความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ 

จันทร์จิรา พงษ์ราย /ผานิต ฆาตนาค ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ 

 

กลับขึ้นด้านบน