รอง ผบก.น.5 เข้ารับทราบข้อกล่าวหาผิดวินัยคดีพายิ่งลักษณ์หนี

รอง ผบก.น.5 เข้ารับทราบข้อกล่าวหาผิดวินัยคดีพายิ่งลักษณ์หนี

รอง ผบก.น.5 เข้ารับทราบข้อกล่าวหาผิดวินัยคดีพายิ่งลักษณ์หนี

รูปข่าว : รอง ผบก.น.5 เข้ารับทราบข้อกล่าวหาผิดวินัยคดีพายิ่งลักษณ์หนี

วันนี้ (10 ต.ค.2560) รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ที่ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไป จ.สระแก้ว เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทางวินัยแล้ว แต่ไม่ยืนยันว่าบุคคลในรถเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะไม่สามารถดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผู้บังคับหมู่งานอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่ได้

แต่ทั้งหมดต้องถูกดำเนินคดีในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารทางราชการ 6 และความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร กรณีนำเครื่องยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากร หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งข้อหานี้มีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี

ส่วนการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอภายในรถยนต์ที่ถูกใช้เป็นพาหนะพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไป จ.สระแก้ว พบว่า ดีเอ็นเอที่เก็บได้ในรถยนต์ เป็นดีเอ็นเอที่มีการปนเปื้อนทำให้ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ เนื่องจากอาจมีสารแปลกปลอมเข้าไปปนเปื้อนในชิ้นส่วนที่ตรวจพิสูจน์ รวมถึงระยะเวลาที่ได้รถมาตรวจพิสูจน์ กับระยะเวลาที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี มีเวลาห่างกันพอสมควร ซึ่งต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเออย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ด้าน พล.ต.ตภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า คำชี้แจงของ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ในครั้งหลัง ไม่ยอมรับว่าผู้หญิงที่นั่งในรถคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งไม่ตรงกับคำให้การในครั้งแรกที่ให้ไว้กับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล

ซึ่งคณะกรรมการมีความเห็นว่า คำให้การปฏิเสธครั้งหลังไม่น่ารับฟัง และเชื่อในการสอบปากคำครั้งแรก จึงมีข้อสรุปผลการสอบข้อเท็จจริงเพื่อชี้มูลคดีและมีมติว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ มีความผิดวินัยตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พุทธศักราช 2517 มาตรา 78(1) ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งการกระทำส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการอย่างร้ายแรง โดยคณะกรรมการจะเสนอเรื่องให้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พิจารณาตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินคดีทางวินัยต่อไป

สำหรับผลของคดีจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการคดีทางวินัย โดยมีอัตราโทษตั้งแต่ตัดเงินเดือน กักขัง กักยาม ปลดออก และให้ออก และเชิญให้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ มารับทราบข้อกล่าวหาทางวินัยในวันนี้ (10 ต.ค.2560)

ล่าสุด พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว โดยยอมรับว่าขับรถยนต์คันดังกล่าวไปที่ อ.อรัญประเทศ จริง แต่ไม่ยืนยันว่าบุคคลที่อยู่ในรถเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ถึงแม้ตำรวจจะไม่สามารถเอาผิดกับ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ และพวก ตามประมวลกฎหมายอาญา 157 ได้ แต่ก็ยังมีกฎหมายอื่นที่สามารถดำเนินเอาผิดกับตำรวจที่เกี่ยวข้องที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีได้ ก็คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 189 ที่ระบุว่า ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น ช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งหากเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 189 แม้ดีเอ็นเอไม่ชัด แต่สังคมทั่วไปรับรู้ว่ามีการช่วยเหลือให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นจากการจับกุม ย่อมสามารถดำเนินการเอาผิดได้ โดยหลังจากนี้จะนำข้อมูลดังกล่าวไปยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาเพิ่มเติมต่อไป

กลับขึ้นด้านบน