ลุ้น สปส.ปรับสูตรคำนวณจ่ายเงิน "ชราภาพ"ให้ลูกจ้างรับบำนาญเพิ่ม

ลุ้น สปส.ปรับสูตรคำนวณจ่ายเงิน "ชราภาพ"ให้ลูกจ้างรับบำนาญเพิ่ม

ลุ้น สปส.ปรับสูตรคำนวณจ่ายเงิน "ชราภาพ"ให้ลูกจ้างรับบำนาญเพิ่ม

รูปข่าว : ลุ้น สปส.ปรับสูตรคำนวณจ่ายเงิน "ชราภาพ"ให้ลูกจ้างรับบำนาญเพิ่ม

สปส.ยืนยันการจ่ายประโยชน์ทดแทนชราภาพ สอดคล้องกับรายได้และค่าครองชีพในปัจจุบัน ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม ยึดประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน ลุ้นปรับสูตรคำนวณค่าจ้างเฉลี่ยจาก 60 เดือนสุดท้ายเป็นตลอดอายุการทำงาน

วันนี้(18 ต.ค.2560) นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีกลุ่มแรงงานเตรียมฟ้องศาลปกครอง เรื่องการให้ความคุ้มครองประกันสังคมกรณีชราภาพไม่สอด คล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากกฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องกับ สภา วะเศรษฐกิจและสังคม โดยรัฐบาลไม่ได้จ่ายเงินสมทบในส่วนนี้ รวมทั้งไม่ได้พิจารณาดัชนีค่าครองชีพ ที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาในการคำนวณการจ่ายบำนาญชราภาพ

โดยยืนยันว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบแน่นอน และรัฐบาลชุดนี้ ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมมากกว่าทุกชุดที่ผ่านมา และกำหนดให้นายจ้าง ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ร่วมออกเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสง เคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

กำหนดให้รัฐบาลออกเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ในอัตราร้อยละ 1 นายจ้างและผู้ประกันตนออกเงินสมทบในอัตราร้อยละ 3 ของค่าจ้างของผู้ประกันตน ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดในการปรับฐานเงินสมทบตามสภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

นายสุรเดช กล่าวว่า ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประการแรก เพื่อให้ผู้รับบำนาญไม่ตกอยู่ในภาวะยากลำบากในการครองชีพหรือต่ำกว่าระดับ ความยากจน และประการที่สอง เพื่อให้ผู้รับบำนาญมีการทดแทนรายได้ประจำต่อเนื่อง ในอัตราที่สอดคล้อง กับรายได้ก่อนเกษียณ โดยสนธิสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศกำหนดให้ผู้ทำงาน 30 ปี ควรได้รับบำนาญไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของค่าจ้างก่อนเกษียณ ขณะที่สำนักงานประกันสังคม ให้สูงกว่ามาตรฐานดังกล่าว โดยผู้ที่ทำงานส่งเงินสมทบ 30 ปี จะได้รับบำนาญร้อยละ 41.5 ของค่าจ้างก่อนเกษียณ

 

เตรียมปรับสูตรคำนวณค่าจ้างเฉลี่ย-เพิ่มบำนาญ 


สำนักงานประกันสังคมได้ศึกษาแนวทางการปฏิรูปบำนาญชราภาพ โดยนำเสนอคณะกรรมการประกันสังคม เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2560 มีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปบำนาญชราภาพ เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน ที่จะเป็นผู้รับบำนาญในอนาคต รวมทั้งมีการพิจารณาเรื่องสูตรบำนาญชราภาพให้สอดคล้องกับระยะเวลาการทำงานและค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบ

ปัจจุบันระบบบำนาญชราภาพของประกันสังคม มีอายุเพียง 18 ปี ทำให้ผู้รับบำนาญรุ่นปัจจุบันได้รับบำนาญเพียง ร้อยละ 24.5 ของค่าจ้างก่อนเกษียณ ประกอบกับเพดานค่าจ้างสำหรับการจัดเก็บเงินสมทบถูกรักษาไว้ที่ 15,000 บาทมาตลอด ทำให้ผู้รับบำนาญได้รับบำนาญไม่เกิน 3,675 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ

นอกจากนี้บำนาญขั้นต่ำ ของสำนักงานประกันสังคมยังถูกผูกกับฐานค่าจ้าง ขั้นต่ำของการส่งเงินสมทบซึ่งไม่เคยมีการปรับเพิ่มเช่นเดียวกันทำให้ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ในเบื้องต้นสำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการแก้ไขเรื่องฐานและเพดานค่าจ้างแล้ว ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากผู้ประกันตนและนายจ้างผ่านการประชาพิจารณ์ให้ขยายฐานค่าจ้างจาก 1,650 บาทเป็น 3,600 บาท และเพดานค่าจ้างจาก 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท ซึ่งจะช่วยให้บำนาญขั้นต่ำและบำนาญขั้นสูงเพิ่มขึ้นตามเจตนารมณ์ทั้ง 2 ประการ 

เลขาธิการ สปส. บอกอีกว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์การปฏิรูประบบบำนาญชราภาพ รวมถึงเรื่องการปรับสูตรคำนวณค่าจ้างเฉลี่ยจาก 60 เดือนสุดท้ายเป็นตลอดอายุการทำงาน โดยปรับเป็นมูลค่า ณ วันที่ขอรับบำนาญ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกันตนทุกคน รวมถึงมาตรา 39 ได้รับบำนาญที่เป็นธรรมสอดคล้องกับค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ณ เวลาที่ขอรับบำนาญ ผลการประมาณการชี้ว่าผู้ประกันตน ที่ส่งเงินมาตรา 33 ฐาน 15,000 บาท มาตลอดมากกว่า 10 ปี ก่อนเปลี่ยนมาส่งมาตรา 39 ฐาน 4,800 บาท เพียง 5 ปี จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว


กลับขึ้นด้านบน