รัฐบาลพอใจผลการจัดอันดับยากง่ายการทำธุรกิจ

รัฐบาลพอใจผลการจัดอันดับยากง่ายการทำธุรกิจ

รัฐบาลพอใจผลการจัดอันดับยากง่ายการทำธุรกิจ

รูปข่าว : รัฐบาลพอใจผลการจัดอันดับยากง่ายการทำธุรกิจ

เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเผยจะมีการดำเนินการเพิ่มเติมอีก 4 ด้าน เพื่อให้อันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยปีหน้าดีขึ้นอีก หลังจากธนาคารโลกขยับอันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจไทยดีขึ้น 20 อันดับ รั้งอันดับ 26 จาก 190 ประเทศ

วันนี้ (2 พ.ย.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารโลกเผยผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ประจำปี 2018 โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 26 ในปีนี้ จาก 190 ประเทศ และอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย สร้างความพอใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจทั่วโลกและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการติดตามความคืบหน้าแนวทางการยกระดับการจัดอันดับความยากง่ายการประกอบธุรกิจว่า คะแนนที่ได้รับเป็นที่น่าพอใจ โดยเป็นผลจากการสั่งการของนายกรัฐมนตรีและการร่วมมือดำเนินการของทุกภาคส่วน และเป็นผลจากการใช้มาตรา 44

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องดี โดยเป็นผลจากการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีความโดดเด่นในทุกด้าน แต่ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงต่อ

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า จะดำเนินการ 4 ด้าน เพื่อให้อันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยปีหน้าดีขึ้นอีก ได้แก่ ปฏิรูปกฎหมายล้าสมัย โดยจะตัดสิ่งที่เป็นอุปสรรค มีการตั้งคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจ มีการลงทุนระบบคอมพิวเตอร์ให้ผู้ประกอบการมีความสะดวกในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจไปที่เดียว ลงทะเบียนครั้งเดียว เปลี่ยนการยืนยันตัวตนของบุคคลไปสู่ระบบดิจิทัล จากปัจจุบันต้องนำสำเนาบัตรประชาชนไปแสดง ซึ่งคาดว่าหลังวันที่ 30 มิถุนายน 2561 จะดำเนินการในหน่วยงานที่พร้อมก่อนได้

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสาเหตุของการที่ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 20 อันดับภายในปีเดียวว่า เป็นผลจากความพยายามอย่างหนักของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการต่างๆ 6 ด้าน คือ 1.ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ ลดลงจากเดิม 25.5 วัน เหลือเพียง 4.5 วัน, 2.ด้านการขอใช้ไฟฟ้า, 3.ด้านการได้รับสินเชื่อ, 4.ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย, 5.ด้านการชำระภาษี และ 6.ด้านการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง

นายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า อันดับที่เพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการในการปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐต่อการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจได้ดีขึ้นในหลายด้าน และเชื่อว่าอันดับในปีถัดไปจะดีขึ้นจากปีนี้ ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น

 

กลับขึ้นด้านบน