ปรับทัศนคติผู้ให้บริการ-วัยรุ่นใช้ "ยาฝังคุมกำเนิด" ป้องกันตั้งครรภ์

ปรับทัศนคติผู้ให้บริการ-วัยรุ่นใช้ "ยาฝังคุมกำเนิด" ป้องกันตั้งครรภ์

ปรับทัศนคติผู้ให้บริการ-วัยรุ่นใช้ "ยาฝังคุมกำเนิด" ป้องกันตั้งครรภ์

รูปข่าว : ปรับทัศนคติผู้ให้บริการ-วัยรุ่นใช้ "ยาฝังคุมกำเนิด" ป้องกันตั้งครรภ์

กว่า 1 ปีแล้วที่มีการบังคับใช้กฏหมายป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น หัวใจของกฏหมายฉบับนี้ คือ หากวัยรุ่นตั้งครรภ์ก็ต้องให้มีที่ยืนในสังคม แต่หากยังไม่ตั้งครรภ์ก็ต้องป้องกันให้ได้ การฝังยาคุมกำเนิดให้เด็กอายุ 11-20 เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการแก้ปัญหา

หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง เขียนมาเล่าเรื่องราวผ่านทางเพจ Drama-addict ระบุว่า เธอเข้ารับบริการฝังยาคุมกำเนิดที่โรงพยาบาลรัฐประจำอำเภอแห่งหนึ่งตามโครงการรัฐบาล แต่กลับถูกแพทย์ปฏิเสธ โดยอ้างว่า อยู่ในกลุ่มที่ไม่ต้องฝังคุมกำเนิดก็ได้ หากมีเพศสัมพันธ์ให้ใช้ถุงยางอนามัยแทน สร้างความอับอายให้กับเธอ จนสุดท้ายเลือกที่จะไม่ฝังยาคุมกำเนิดแล้ว

การใช้ยาฝังคุมกำเนิด เป็นวิธีหนึ่งของการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว ซึ่งมุมมองของคนร่างกฎหมายฉบับนี้ เห็นว่า วัยรุ่นหญิงที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถเข้ารับบริการได้ตามสิทธิ์ โดยบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำความเข้าใจ ยอมรับ และถ่ายทอดความรู้ทั้งเชิงป้องกันและการบริการให้กับวัยรุ่น

นพ.จิรัตน์ ตั้งฐิตวงศ์ สูตินารีแพทย์ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กล่าวว่า ในทางปฏิบัติอาจยังเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะปรับทัศนคติของผู้ให้บริการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย

เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ เน้นคุ้มครองสิทธิ์วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ส่งเสริมให้วัยรุ่นได้เข้าถึงการคุมกำเนิดอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง จัดสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อให้มีที่ยืนในสังคม หวังลดปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สนับสนุนให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์

1 ในสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ มาตรา 7 กำหนดให้โรงพยาบาล หรือ สถานบริการสุขภาพทั่วประเทศ ต้องช่วยเหลือให้คำปรึกษาปัญหาการตั้งครรภ์ ทั้งการวางแผนครอบครัว และจัดให้บริการยาฝังคุมกำเนิดให้กับวัยรุ่นหญิงอายุ 10-20 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วที่กฎหมายป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีผลบังคับใช้ ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งให้สถานพยาบาลทุกแห่งให้บริการยาฝังคุมกำเนิดฟรี ในเด็กหญิงอายุ 10-20 ปี จึงเกิดการตั้งคำถามว่าเป็นการป้องกัน หรือส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ รวมถึงตั้งคำถามต่อทัศคติของบุคลากรทางการแพทย์ว่ามีความพร้อมในการให้คำแนะนำหรือไม่

กลับขึ้นด้านบน