วงจรคอร์รัปชันซาอุดิอาระเบีย มูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

วงจรคอร์รัปชันซาอุดิอาระเบีย มูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

วงจรคอร์รัปชันซาอุดิอาระเบีย มูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

รูปข่าว : วงจรคอร์รัปชันซาอุดิอาระเบีย มูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อัยการซาอุดิอาระเบียเผยการปราบปรามทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการจับกุมเชื้อพระวงศ์ รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีและนักธุรกิจรวม 201 คน มีมูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

วันนี้ (10 พ.ย.2560) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชีค ซาอุด อัล-โมเจบ อัยการซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตชุดใหม่ ที่มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงแต่งตั้งขึ้น สามารถดำเนินการสืบสวนได้อย่างรวดเร็ว และพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีการกระทำความผิดแน่นหนามาก ซึ่งก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเชื้อพระวงศ์ รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีและนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลรวม 208 คน เพื่อนำไปสอบสวน และได้ปล่อยตัว 7 คน โดยไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ

ขณะที่อีก 201 คนถูกนำไปควบคุมตัวที่โรงแรมริยาดห์ ริตซ์ คาลตันโรงแรมหรูในกรุงริยาดห์ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าทั้งภายนอกและภายในโรงแรม โดยมีการตั้งข้อกล่าวหาสำคัญๆ คือการฟอกเงิน การติดสินบน การขู่กรรโชกและการเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวม

ส่วนภาพจากคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นภาพภายในโรงแรมที่มีคนนอนอยู่บนพื้น และมีอาวุธปืนวางพิงกำแพง โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลอยู่รอบๆ โดยยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคลิปวิดีโอถูกบันทึกไว้เมื่อไหร่ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ถูกควบคุมตัวไว้ข้างใน ทราบเพียงว่าหนึ่งในนักธุรกิจที่ถูกควบคุมตัว มีเจ้าชายอัลวาลีด บิน ทัลลาล ประธานบริษัทหลายแห่งรวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าธนาคารหลายแห่งของซาอุดิอาระเบียได้อายัดบัญชีมากกว่า 1,200 บัญชีของบุคคลและบริษัทต่างๆ ในประเทศ สืบเนื่องมาจากการกวาดล้างดังกล่าว

แม้การกวาดล้างครั้งนี้จะเรียกได้ว่าเป็นการล้างบางและจำนวนเงินที่อยู่ในวงจรคอร์รัปชันครั้งนี้ จะมีมูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท แต่นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจระบุว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อประเทศในอนาคตและมีการลงทุนจากต่างประเทศสูงขึ้นในระยะยาว

ปัญหาการทุจริตในระดับเชื้อพระวงศ์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าแตะต้องอภิสิทธิ์ชนเหล่านี้ ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะนี้สถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ซาอุดิอาระเบียไม่สามารถใช้วิธีการบริหารประเทศแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียมาถึงทางแยกเศรษฐกิจเริ่มซบเซา เพราะราคาน้ำมันตกลง การทำสงครามในเยเมนเหมือนการติดหล่ม การปิดกั้นกาตาร์ล้มเหลว และอิหร่านยังคงมีอิทธิพลเหนือเลบานอน ซีเรียและอิรัก ขณะที่การสืบราชสันตติวงศ์ยังคงมีคำถามตามมา

ความท้าทายเหล่านี้ ทำให้ซาอุดิอาระเบียต้องรีบปรับเปลี่ยนตัวเอง และคนที่จะมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้นั้น คงไม่มีใครที่จะเหมาะสมเท่ากับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ ซึ่งในขณะนี้มีพระชนมายุเพียง 32 ชันษาเท่านั้น มกุฎราชกุมารพระองค์นี้ทรงเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มีอายุน้อยที่สุดของซาอุดิอาระเบีย มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่จะช่วยให้ซาอุดิอาระเบีย ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน

การกวาดล้างการทุจริตในหมู่ชนชั้นสูงที่เกิดขึ้นได้สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ขณะที่บางคน บอกว่า นี่เป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่าการทุจริตเป็นตัวการทำลายประเทศ ซึ่งมาตรการนี้ดีมาก ประเทศอื่นๆ ควรทำตามอย่าง นี่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคต เป็นการมองการณ์ไกลและทำให้ทุกอย่างถูกต้อง

แต่การกวาดล้างการทุจริตในครั้งนี้ อัยการของซาอุดิอาระเบีย บอกว่า นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นในเฟสแรกเท่านั้น เพราะหลังจากนี้จะมีการปราบปรามการทุจริตอีกชุดใหญ่ ขณะที่พันธมิตรยักษ์ใหญ่สำคัญของซาอุดิอาระเบียอย่างสหรัฐอเมริกาออกมาเตือนว่าแม้การปราบปรามการทุจริตจะถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ขอให้การสอบสวนคดีเป็นไปด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม

 

 

กลับขึ้นด้านบน