ประเมินอาการ รปภ.ถูกแพทย์ขับรถชน วันนี้

ประเมินอาการ รปภ.ถูกแพทย์ขับรถชน วันนี้

ประเมินอาการ รปภ.ถูกแพทย์ขับรถชน วันนี้

รูปข่าว : ประเมินอาการ รปภ.ถูกแพทย์ขับรถชน วันนี้

รอง ผอ.รพ.พระนั่งเกล้า เผย รปภ.ที่ถูกรถชนในกระทรวงสาธารณสุข อาการมีแนวโน้มดีขึ้น ร่างกายตอบสนองยาดี แต่ยังมีอาการปวดศีรษะ ขณะที่ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข คาดจะได้ข้อสรุปการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีแพทย์ขับรถชน รปภ. ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

วันนี้ (20 พ.ย.2560) นพ.สกล สุขพรหม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เปิดเผยอาการของนายสมชาย ยามดี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุแพทย์ขับรถชน ว่า อาการทั่วไปของนายสมชายมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติดี อาการไข้เริ่มลดลง แสดงว่าอาการติดเชื้อที่ปอดมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ร่างกายตอบสนองต่อยาดี แต่ยังพบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะและสับสนเป็นบางครั้ง รวมทั้งมีการสำลักในระหว่างการรับประทานอาหารเหลว จึงต้องติดตามอาการในห้องผู้ป่วยวิกฤตต่อไป และจะประเมินอาการอีกครั้งในวันนี้ หากอาการดีขึ้นจนเป็นที่น่าวางใจ จึงจะสามารถย้ายออกจากหอผู้ป่วยวิกฤตได้

จากการประเมินระดับการรับรู้และสมอง ได้คะแนน 14 จากคะแนนเต็ม 15 ส่วนภาวะการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ พบว่า อาการแขนซ้ายอ่อนแรงก็เริ่มมีแรงขึ้น โดยได้คะแนนประเมิน 4 คะแนน จาก 5 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น คาดว่ายังต้องให้เวลาผู้ป่วยในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและกล้ามเนื้อประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ส่วน นพ.ยอร์น จิระนคร สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 12 ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุขับรถชน ได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยและสอบถามอาการกับเจ้าหน้าที่สม่ำเสมอ

ขณะที่ นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุครั้งนี้ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญกรรมการที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมในขั้นตอนการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง สำหรับการเอาผิด นพ.ยอร์น ต้องพิจารณาด้านวินัยราชการมาประกอบ ซึ่งกรณีเมาแล้วขับสามารถนำมาพิจารณาตามระเบียบได้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด

"กรณีของ นพ.ยอร์น ถือเป็นครั้งแรกในวงการแพทย์ที่เกิดเหตุเมาแล้วขับรถชนคู่กรณี นับเป็นบทเรียนที่สำคัญแก่บุคลากรทางการแพทย์และข้าราชการ และขอเตือนไปยังทุกหน่วยงานราชการไม่อยากให้มีเหตุการณ์เกิดซ้ำรอยอีก" นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

 

 

กลับขึ้นด้านบน