สนช.เห็นชอบร่างกฎหมายอีอีซีแล้ว

สนช.เห็นชอบร่างกฎหมายอีอีซีแล้ว

สนช.เห็นชอบร่างกฎหมายอีอีซีแล้ว

รูปข่าว : สนช.เห็นชอบร่างกฎหมายอีอีซีแล้ว

สนช.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แล้ว ขณะที่ข้อมูลการจดทะเบียนตั้งบริษัทของนักลงทุนไทยและต่างประเทศในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด อีอีซี พบว่าปี 2560 มียอดรวม 6,800 บริษัท และ จ.ชลบุรี มีการจดทะเบียนมากที่สุด


เมื่อวานนี้ (8 ก.พ.2561) ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงมติเห็นชอบให้ ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว โดยหลังจากนี้จะส่งให้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้แก้ไขบทบัญญัติมาตรา 49 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือการกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินมีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เฉพาะเพื่อการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้

ขณะเดียวกัน นายวิษณุยังได้ชี้แจงต่อ สนช.ถึงเหตุผลในการเพิ่มสัดส่วนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาเป็นกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกว่า เป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อเสนอของสมาชิก สนช. โดยกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดนและชายฝั่งทะเล จึงควรให้เข้ามาทำหน้าที่ดูแล ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีเหตุผลในระยะยาวจะต้องพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับเข้าไปทำงานในอีอีซี

นอกจากนี้ เขตพัฒนาพิเศษจะไม่ได้จำกัดเพียงแค่พื้นที่ภาคตะวันออก แต่จะรวมถึงพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับเขตพัฒนาพิเศษด้วย เช่น สถานีรถไฟมักกะสัน จะกันเอาไว้ สำหรับให้คนที่มาลงทุนและพัฒนา ได้สิทธิประโยชน์ โดยจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ภายใต้ความจำเป็นและเพื่อประโยชน์สาธารณูปโภค หรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น

ทั้งนี้ จากตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนตั้งบริษัทจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา มีนักลงทุนทั้งที่เป็นชาวไทยและต่างประเทศ จดทะเบียนตั้งบริษัทในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด อีอีซี รวมทั้งสิ้นสูงถึง 6,800 บริษัท เพิ่มจากปี 2559 ที่ยอดทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวเริ่มพุ่งสูงขึ้นหลังโครงการ EEC เริ่มชัดเจน โดยยอดจดทะเบียนรวมทั้งปีอยู่ที่ 6,378 บริษัท ในจำนวนนี้ จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่ที่มีการจดทะเบียนมากที่สุด รวม 4,880 บริษัท รองลงมาเป็น ระยอง 1,390 บริษัท และฉะเชิงเทรา 530 บริษัท

ขณะที่บริษัทที่จดทะเบียนตั้งบริษัทดังกล่าวส่วนใหญ่จะดำเนินการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ทั้งการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน การพัฒนาและจัดสรรที่ดิน รับเหมาก่อสร้างอาคาร อาคารพาณิชย์ ที่พักอาศัย ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือในการก่อสร้าง ขายเครื่องมือจักรกล เครื่องไฟฟ้า บริการห้องพักรายเดือน อพาร์ตเมนต์ บริษัทรับเหมาติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า อาคาร-โรงงาน รวมถึงบริษัทให้บริการรักษาความปลอดภัย บริษัทให้บริการรับขนส่งสินค้า

 

 

กลับขึ้นด้านบน