กองปราบฯ พบหลักฐาน ยืนยันเจ้าของสลาก 30 ล้านบาท

กองปราบฯ พบหลักฐาน ยืนยันเจ้าของสลาก 30 ล้านบาท

กองปราบฯ พบหลักฐาน ยืนยันเจ้าของสลาก 30 ล้านบาท

รูปข่าว : กองปราบฯ พบหลักฐาน ยืนยันเจ้าของสลาก 30 ล้านบาท

ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยคดีสลากกินแบ่งรัฐบาล 30 ล้านบาท มีความคืบหน้าและพบหลักฐานชิ้นสำคัญแล้ว พร้อมไปรับสำนวนคดีจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 มาดำเนินการด้วยตัวเอง

วันนี้ (9 ก.พ.2561) พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปมากในระดับหนึ่งและเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ว่าอยู่ในระดับใด เนื่องจากจะเป็นการกดดันคณะทำงาน

ส่วนการลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อสืบหาพยานหลักฐานและเบาะแสทางคดีต่างๆ ของ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผู้บังคับการกองปราบปราม พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ พบพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้เพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของพยานหลักฐานได้ แต่ยืนยันว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อรูปคดี ซึ่งสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือและคำให้การของพยานบุคคล 2 คน ของฝั่งนายปรีชา ใคร่ครวญ ได้อย่างชัดเจน แต่จะเป็นข้อมูลที่เป็นโยชน์หรือเสียประโยชน์ต่อนายปรีชายังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ แม่ค้าที่ขายสลากให้แก่นายปรีชา ถูกนำไปสอบสวนอย่างละเอียดและถูกควบคุมตัวไว้นั้น ยืนยันว่ายังไม่ทราบเรื่อง และไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจกองปราบฯ อย่างแน่นอน เพราะทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นขั้นตอนที่เปิดเผยและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

นายษิทธา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ทนายความของ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเรียกร้องให้ตำรวจสอบปากคำนายปรีชา ในประเด็นต่างๆ รวม 9 ประเด็น

ผู้บังคับการกองปราบปราม ระบุว่า เป็นประเด็นคำถามที่พนักงานสอบสวนของกองปราบปรามต้องดำเนินการอยู่แล้ว และยังมีประเด็นคำถามอีกจำนวนมากที่ต้องสอบสวนครูปรีชา และพยานบุคคลรายอื่นๆ เพิ่มเติม การทำงานของพนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนคำให้การของทุกคนอย่างละเอียด และยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

มีรายงานว่า พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้กำชับให้พนักงานสอบสวน ดำเนินคดีนี้ด้วยความเป็นธรรม และหากพบว่าพยานในคดีหรือผู้เกี่ยวข้องกับคดีมีความพยายามบิดเบือน หรือให้การที่จะทำให้คดีและสังคมเกิดความสับสน ก็ให้พิจารณาดำเนินคดีได้ทันที ซึ่งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามพิจารณาแล้วว่า หากพบผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิด พนักงานสอบสวนก็สามารถที่จะดำเนินคดีได้ตามฐานความผิด 4 ข้อหา ประกอบไปด้วย

1.ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

2.มาตรา 137 ร่วมกันให้การอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3.มาตรา 172 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาทำให้ผู้อื่นเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.มาตรา 173 ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจะได้พิจารณาต่อไป

 

 

กลับขึ้นด้านบน