บอร์ดอิตาเลียนไทย ยังไม่มีมติ “เปรมชัย” ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่

บอร์ดอิตาเลียนไทย ยังไม่มีมติ “เปรมชัย” ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่

บอร์ดอิตาเลียนไทย ยังไม่มีมติ “เปรมชัย” ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่

รูปข่าว : บอร์ดอิตาเลียนไทย ยังไม่มีมติ “เปรมชัย” ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่

คณะกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ยังไม่มีข้อสรุปประธานบริษัทกับพวกลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวน แม้จะมีความเคลื่อนไหวและเสียงเรียกร้องจากสาธารณชนให้ผู้บริหารแสดงความรับผิดชอบ

วันนี้ (9 ก.พ.2561) มีรายงานว่าคณะกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี เรียกประชุมตั้งแต่วันแรกหลังจากเกิดเหตุการณ์จับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต เพื่อหารือว่าจะดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการประชุมในทุกวัน

นายเปรมชัย เดินทางมาร่วมประชุมเฉพาะวันแรก และหลังจากนั้นไม่ได้มาเข้ามาร่วมประชุมอีกทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทยังไม่มีการสรุปผลการประชุมว่าจะดำเนินการกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการเสนอให้ขึ้นแบล็กลิสต์ บริษัท อิตาเลียนไทย ในการทำสัมปทานกับรัฐ หลังเจ้าหน้าจับกุมนายเปรมชัยนั้น ขณะนี้คงยังไม่ถึงขั้นนั้น เร็วไปที่จะพูด เพราะไม่ได้ผิดในนามของบริษัท แต่เป็นการทำผิดของส่วนบุคคล การสัมปทานกับรัฐต้องไปประมูลในบริษัทนี้มีหลายหุ้นส่วน

ดังนั้นจะไปเอาผิดทั้งบริษัทไม่ได้ เพราะคนอื่นไม่ได้รู้เรื่องด้วย กรณีนี้อาจเป็นไปได้ว่าบริษัท อิตาเลียนไทย อาจจะปรับเปลี่ยนผู้บริหารออกไปก็ได้ แน่นอนเรื่องนี้ต้องสอบในแง่ของธรรมาภิบาลของบริษัทว่ามีอะไรที่พัวพันกันหรือไม่ แต่เร็วไปที่เราจะพูดว่ามีความพัวพันกันแล้ว

ซึ่งกรณีนี้ได้ถูกทวงถามจากนางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนอยู่เหมือนกันที่เห็นว่า บริษัทนี้เป็นกิจการที่ได้รับงานใหญ่จากภาครัฐ ถ้าภาครัฐเห็นความสำคัญของการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการกระทำที่ไม่ผิดต่อกฏหมาย ก็ควรส่งความกดดันไปยังกิจการ เพื่อให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายยังคงอยู่ และมีความเป็นธรรมเมื่อเทียบกับกรณีอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้น

และหากผู้บริหารระดับสูงของกิจการใดๆ กระทำผิดต่อกฏหมายอื่นๆ เป็นการส่วนตัว ที่ไม่ใช่ผิดกฏหมายหลักทรัพย์ ผลกระทบต่อบริษัทน่าจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของบริษัทนั้นๆ ว่าจะพิจารณาผู้บริหารรายนั้นๆ อย่างไรให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของกิจการจนอาจส่งผลต่อการทำธุรกิจ ซึ่งเสียงสะท้อนจากสาธารณชนจะมีส่วนกดดัน

 

 

กลับขึ้นด้านบน