เปิดภาพ”เสือดำ”คาดตัวเดียวกับถูกสังหาร เป็นเสือเชื่องคน

เปิดภาพ”เสือดำ”คาดตัวเดียวกับถูกสังหาร เป็นเสือเชื่องคน

เปิดภาพ”เสือดำ”คาดตัวเดียวกับถูกสังหาร เป็นเสือเชื่องคน

รูปข่าว : เปิดภาพ”เสือดำ”คาดตัวเดียวกับถูกสังหาร เป็นเสือเชื่องคน

เปิดภาพ”เสือดำ”คาดตัวเดียวกับถูกสังหาร จนท.หาหลักฐานเพิ่มพบกระดูกในลำธารคาดเป็นขาหลังเสือดำ เตรียมนำส่งพิสูจน์เพื่อเป็นหลักฐานประกอบคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่

วานนี้ (14 ก.พ.2561) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฝั่งตะวันตก จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจหาหลักฐาน ในคดีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัทอิตาเลียนไทย ล่าสัตว์ป่า โดยตั้ง 3 ประเด็นการตรวจสอบ คือ

พิสูจน์ จุดตั้งกล้องดักถ่าย ของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ซึ่งมีข้อมูลว่า เมื่อ วันที่ 23 ธ.ค.2559 ได้ถ่ายเสือดำเพศผู้ไว้ นั้นห่างจากจุดที่มีการชำแหละซาก เพียง 100 เมตร และพิจารณาว่า จะใช่ตัวเดียวกันหรือไม่ และอยู่จุดไหน 

ส่วนประเด็นต่อมาค้นหาแนววิถีกระสุนปืนลูกซอง ที่ใช้ยิงเสือดำ และค้นหาร่องรอยที่เป็นแนวและเชื่อมโยงไปหาจุดยิงเสือ และการค้นหา กระดูกสะโพกขวา ขาหลัง ซึ่งเบื้องต้นสันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาอาจจะกินหมดไปแล้ว แล้วขว้างทิ้ง ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ว่าอยู่จุดใด หรืออาจจะโยนลงน้ำ หรือ ขว้างไปอีกฝั่งห้วย จึงได้จัดหา สนอกเกิ้ล ที่ดำน้ำมองใต้น้ำได้ เพื่อเป็นหลักฐาน ประกอบและเป็นวัตถุพยานสำคัญ

 

 

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า จากการแยกชุดค้นหาแบ่งงานกัน ทำให้พบหลักฐานเพิ่ม ดังนี้ จุดที่ 1 พบจุดที่สถานีวิจัยสัตว์ป่า เขานางรำ ได้ติดตั้งกล้องดักถ่ายสัตวป่าไว้ ตรงกับพิกัดที่แจ้งไว้ โดยได้เปรียบเทียบลักษณะสิ่งแวดล้อมทั่วไป องค์ประกอบด้วย เช่นต้นไม้ที่ติดตั้ง ต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียงจนครบองค์ประกอบ ทั้ง 2 มุมกล้อง จึงได้บันทึกและตรวจสอบว่ามีจุดห่างจากจุดชำแหละเสือดำจริงเพียง 100 เมตร และที่สามารถยืนยันข้อเปรียบเทียบ

 

  

สันนิษฐานเบื้องต้นว่า เสือดำตัวที่กล้องดักถ่าย ถ่ายได้นั้น อาจเป็นตัวเดียวกัน จากข้อมูลงานวิจัยสามารถยืนยันได้ ว่า เสือดำตัวผู้จะมีพื้นที่หากิน ประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร โดยบวก/ลบไม่เกิน 7 ตร.กม. จะดูแลตัวเมีย 2-3 ตัว และจะมีอาณาเขตปกครอง สัตว์ป่าหรือเสือดำตัวอื่นไม่สามารถเข้ามาได้ และที่กล้องดักถ่าย ถ่ายภาพได้นั้นเป็นตัวผู้ซึ่งอาจเป็นตัวเดียวกันกับตัวที่ถูกยิงแล้วชำแหละ ในจุดที่ห่างเพียง 100 เมตร ซึ่งทางกองพิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจหาและจะรู้ว่าเป็นเพศใด เบื้องต้น ทีมงานหน่วยพญาเสือพิจารณาจากหนังที่ชำแหละแล้วพบว่ามีโอกาสเป็นเสือตัวผู้ 90% หากพิสูจน์ดีเอ็นเอ แล้วว่าเป็นตัวผู้จะชี้ได้เลยว่า เป็นตัวเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า พรานที่มาล่าและตั้งใจนำปืน 3 กระบอก มีด 6 เล่มแต่ละเล่มใช้แตกต่างกัน กรณีนี้ พรานในกลุ่มนั้นต้องรู้และเคยเข้ามาและเห็นเสือดำตัวดังกล่าวเดินอยู่บริเวณนั้นจึงมีเจตนา เข้ามาล่า และตั้งแคมป์ในบริเวณนั้นซึ่งถือว่าจงใจ

 

 

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดที่ 2 ค้นหาแนวกระสุนพบ ร่องรอยการฉีกขาดของเปลือกไม้ 2 จุด ที่หิน 1 จุด รวม 3 จุด ตรงตามแนว จุดสลัดปลอก ปลอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 ที่ตกอยู่บนถนน ตามที่เก็บเป็นหลักฐานไว้แล้ว ที่สำคัญยังพบจุดที่เสือดำถูกยิง พบขนที่ขาดจากการกระแทกของแรงกระสุนหลุดเป็นกระจุก ห่างจากจุดที่เชื่อว่า เสือนั่งอยู่เพียง 1 เมตร และจุดที่ยืนยิงห่างประมาณ 14 เมตร ส่วนกระสุนที่กระจายออกไปกระทบกิ่งของเถาสะแกวัลย์ 1 เม็ด ซึ่งอีก 1 เม็ดไปกระทบหินเป็นมุมเดียวกัน

ส่วนกระสุนปืน อีก 1 เม็ดมีมุมเฉียงองศาออกไป ลักษณะเหมือนคนที่ยิงวิ่งเฉียงออกไปทางด้านซ้ายไม่มาก ประมาณเดินออกไปทางซ้าย 6-7 ก้าว แล้ววิ่งไปยิงซ้ำ กระสุนเม็ดนี้ ไปกระทบต้นไม้ที่ยืนต้นตาย เปลือกแข็ง มีรอยฉีกชัดเจน ส่วนเม็ดตะกั่วนั้นหาไม่เจอ ต้องให้หน่วยกองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบแนวกระสุนอีกครั้ง

 

ข้อสังเกต จุดนี้ แสดงว่าเสือดำตัวนี้ต้องเชื่องมากและคุ้นกับคนจนไม่หลบหนี หรือเชื่อว่าคนไม่ทำร้ายมัน ในข้อสันนิษฐานเบื้องต้น เชื่อว่า เสือดำถูกยิงไม่น้อยกว่า 2 ครั้งและรูกระสุนที่สามารถเอาปลายหลอดแยงเข้าไปได้แสดงว่า น่าจะเป็นกระสุนคนละชนิด และอาจเป็นคนละคนที่เข้าไปยิงซ้ำ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนนำชิ้นเนื้อไปสแกนหาหัวกระสุนในชิ้นเนื้อว่าจะอยู่หรือไม่หรืออาจจะทะลุลำตัวไป

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังค้นหาเลือดที่จุดเสือตายอีกด้วย และสันนิษฐานจุดที่ชำแหละ ชุดที่เข้ามาล่าเมื่อยิงแล้ว มายิงซ้ำ และนำภาชนะเช่นผ้าใบ ผ้ายาง หรือผ้าขนาดที่ใส่ห่อหุ้มตัวเสือได้นำมารองและช่วยกันยกไม่น้อยกว่า 2 คน ซึ่งเสือตัวนี้ เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ ค้นเจอเครื่องในเสือดำ (ทราบภายหลัง) ตรงจุดใกล้ๆ นี้ เครื่องในเสือดำมีน้ำหนักถึง 17 กก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักตัว ประมาณ 1 ใน 3 ฉะนั้นเสือดำตัวนี้จะมีน้ำหนัก ประมาณ 45 - 50 กก จึงต้องใช้ 2 คนยกมาชำแหละ เมื่อชำแหละแล้วนำเกลือป่นมาคลุกเพื่อรักษาให้อายุของหนังให้คงทนขึ้นอีก โดยใช้เกลือจำนวน 2 ถุง แล้วนำเนื้อเสือดำทั้งหมด กลับไปที่พักส่วนเครื่องในทิ้งไว้ข้างจุดชำแหละ

ขั้นตอนต่อไป คณะเจ้าหน้าที่จะทำแผนที่และภาพประกอบพร้อมทั้งภาพเคลื่อนที่ ทำบันทึก ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อให้กองพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจแนววิถีกระสุนและค้นหา เม็ดกระสุนอีกครั้ง

 

 

3.การค้นหา วัตถุพยานอื่นๆ ข้างเต็นท์พัก และที่สันนิษฐานว่า ขาขวาหลังซึ่งเป็นส่วนที่เป็นเนื้อสะโพกหายไป 1 ขา คาดว่าจะถูกกินไปแล้วนั้น กระดูกจะต้องทิ้งไว้หรือขว้างลงน้ำ นั้น จึงได้ให้ เจ้าหน้าที่งมหาวัตถุพยานทุกชนิดในน้ำ ขณะที่ เจ้าหน้าที่ 3 นาย ดำน้ำค้นหาประมาณ 20 นาที ก็พบ ชิ้นส่วนเป็นลำไส้ใหญ่ โดยชิ้นส่วนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็นชิ้นส่วนของสัตว์ชนิดใด ส่วนนี้จึงต้องส่งไปพิสูจน์ต่อไป

 

 

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อีกนายพบ กระดูกชิ้นสะโพกติดกับเชิงกราน เบื้องต้นเชื่อว่า เป็นกระดูกของเสือดำตัวดังกล่าว และใกล้กัน เจ้าหน้าที่อีกคน พบ กระดูกอีกชิ้นซึ่งเป็นกระดูกขาที่ต่อกันได้ เป็นขาขวาสะโพกหลังพอดีและได้นำขึ้นมาจากน้ำ นำมาประกอบอีกครั้ง จึงมั่นใจว่า หลักฐานที่ได้มาทั้ง 2 วันนี้ เป็นหลักฐานสำคัญ เป็นหลักฐานใช้ประกอบในหลักวิทยาศาสตร์ ได้เป็นอย่างดี

ส่วนใน 2 ข้อ คือ ข้อ 2 และ 3 คณะเจ้าหน้าที่ ได้ทำบันทึกเป็นหนังสือนำส่งมอบวัตถุพยานที่สำคัญให้กับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ เพื่อนำส่งเพื่อตรวจหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และเป็นพยานในหลักฐานคดีต่อไป

 

 

กลับขึ้นด้านบน