เฝ้าระวัง "โรคฮีน็อค" พบบ่อยในเด็ก มีผื่น-ปวดขา-ถ่ายเหลว

เฝ้าระวัง "โรคฮีน็อค" พบบ่อยในเด็ก มีผื่น-ปวดขา-ถ่ายเหลว

เฝ้าระวัง "โรคฮีน็อค" พบบ่อยในเด็ก มีผื่น-ปวดขา-ถ่ายเหลว

รูปข่าว : เฝ้าระวัง "โรคฮีน็อค" พบบ่อยในเด็ก มีผื่น-ปวดขา-ถ่ายเหลว

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่าโรคฮีน็อค ชอนไลน์ เพอพูรา จัดอยู่ในกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยในเด็กวัย 2-11 ปี ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันร่างกายเฉียบพลัน

วันนี้ (22 ก.พ.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Tippawan Pingpittayakul เผยแพร่อาการป่วยของลูกสาว ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น "โรคฮีน็อค ชอนไลน์ เพอพูรา" โดยมีอาการเจ็บขา ฝ่าเท้าบวมปูด มีจ้ำเขียวคล้ายรอยช้ำ และจุดเล็กๆ ขึ้นตามซอกนิ้วและฝ่าเท้า ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเริ่มมีรอยจ้ำเขียวหนักขึ้น จนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลนานถึง 7 วัน

พญ.นุชนาฏ รุจิเมธาภาส นายแพทย์ชำนาญการงานโรคผิวหนัง สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า โรคฮีน็อค ชอนไลน์ เพอพูรา หรือ โรคเส้นเลือดฝอยอักเสบ เกิดได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กวัย 2-11 ปี โดยโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันร่างกายเฉียบพลัน เพราะติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ ไวรัสบางชนิด ทำให้หลอดเลือดเล็กอักเสบ และแสดงอาการออกมาทางส่วนต่าง ๆ เริ่มจากผื่นที่ผิวหนัง ซึ่งผู้ปกครองมักเข้าใจว่าเป็นผื่นจากแมลงกัด

“ผื่นที่เกิดจากโรคเส้นเลือดฝอยอักเสบ ลักษณะผื่นระยะแรกจะเป็นจุดแดงๆ คล้ายยุงกัด แต่เด็กจะไม่มีอาการคัน หากปล่อยไว้ก็จะเพิ่มขึ้น จะสังเกตว่าผื่นจะเป็นที่บริเวณขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน เวลากดลักษณะผื่นจะเป็นสีแดง กดไม่จาง ถ้าเป็นมากขึ้นเด็กจะรู้สึกไม่อยากเดิน ปวดขา ปวดข้อเท้า ถ้าเป็นมากขึ้นอีก ก็จะมีอาการปวดท้อง ลักษณะปวดเป็นๆ หายๆ ถ้าเป็นมากขึ้นอีกก็อาจจะถ่ายเป็นเลือด” พญ.นุชนาฏ กล่าว

แพทย์จะรักษาผู้ป่วยโรคฮีน็อคตามอาการที่ปรากฏ พร้อมกับให้ยาลดการอักเสบของเส้นเลือดฝอย โดยผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ หากไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่ก็ยังจำเป็นต้องติดตามอาการตลอด 1 ปี โดยห้ามผู้ป่วยวิ่ง ออกกำลังกายหนัก เพราะโรคนี้อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

แม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคฮีน็อค และโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เนื่องจากป้องกันไม่ได้ ผู้ปกครองจึงต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของบุตรหลาน เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา

 

กลับขึ้นด้านบน