เลื่อนอีก! "เปรมชัย"ไม่มารับทราบข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน 14 มี.ค.

เลื่อนอีก! "เปรมชัย"ไม่มารับทราบข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน 14 มี.ค.

เลื่อนอีก! "เปรมชัย"ไม่มารับทราบข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน 14 มี.ค.

รูปข่าว : เลื่อนอีก! "เปรมชัย"ไม่มารับทราบข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน 14 มี.ค.

นายเปรมชัย กรรณสูต ขอเลื่อนรับทราบข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ขณะที่กลุ่มเรารักชาติเข้าพบพล.ต.อ.ศรีวราห์ สอบถามความคืบหน้าคดีนายเปรมชัยที่มีความล่าช้า ด้านเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ฯ ยืนยันทำงานถูกต้อง ไม่ได้ทำดีเอ็นเอบุคคลหาย

วันนี้ (12 มี.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนกลุ่มเรารักชาติยื่นหนังสือ และขอติดตามความคืบหน้าคดีนายเปรมชัย กรรณสูต ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากเห็นว่าการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนเป็นไปด้วยความล่าช้า


ด้านตัวแทนกลุ่มได้นำข้อสงสัยในการทำคดีมาสอบถามกับพล.ต.อ.ศรีวราห์ เช่น การแจ้งข้อกล่าวหากับนายเปรมชัย และขั้นตอนการดำเนินคดีซึ่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ ยืนยันว่า ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุอย่างครบถ้วน และดำเนินการด้วยความรวดเร็วที่สุด พร้อมจะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยที่ไม่มีการละเว้นแม้ว่าผู้ต้องหาจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง


โดยในวันพรุ่งนี้เจ้าหน้าที่จะเดินทางไปตรวจสอบสำนวนคดีที่สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ ที่แจ้งข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ป่าฯ ไว้กับนายเปรมชัย และพวกรวม 9 ข้อหาซึ่งหากสำนวนครบถ้วนก็จะส่งให้อัยการจังหวัดทองผาภูมิ พิจารณาสำนวนทันที


ส่วนข้อหาครอบครองซากสัตว์ป่าฯ และครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีตรวจพบงาช้างและปืนในบ้านพัก ตำรวจ ปทส. ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อหาในวันที่ 14 มีนาคมนี้ และข้อหาร่วมกันติดสินบนเจ้าพนักงาน ที่ตำรวจปปป. แจ้งข้อกล่าวหาไว้อีก 1 ข้อหา ซึ่งขณะนี้นายเปรมชัยถูกแจ้งข้อหาแล้วรวม 12 ข้อหา และเชื่อว่าอัยการจะสั่งฟ้องทุกข้อหาตามที่พนักงานสอบสวนทำคดีไว้

ขณะที่การดำเนินคดีติดสินบนเจ้าพนักงานของตำรวจ ปปป. พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการ ปปป. เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อจากทนายความของนายเปรมชัย ขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 14 มีนาคมนี้ แต่ยังไม่ทราบเหตุผลของการขอเลื่อนนัด


สำหรับพยานหลักฐานที่ตำรวจมีอยู่นั้นก็ยืนยันได้ว่านายเปรมชัย ติดสินบนเจ้าพนักงานจริง โดยคดีนี้ นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นผู้ร้องทุกข์ แจ้งข้อหากับนายเปรมชัย เพียงคนเดียว และในวันพรุ่งนี้ตำรวจ ปปป.จะไปสอบปากคำนายวิเชียร อีกครั้ง


แล็ปนิติฯ ยันไม่ได้ทำลายวัตถุพยาน “คดีเปรมชัย”


เหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ ที่ตำรวจคาดว่าจะสรุปสำนวนคดีนายเปรมชัยและพวก แต่การพิสูจน์ผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ และการกล่าวพาดพิงระหว่างเจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความขัดแย้งในการทำงาน และผลของคดี


แม้ก่อนหน้านี้ตำรวจจะอ้างว่าการตรวจดีเอ็นเอในวัตถุพยานเบาบางเพราะนิติวิทยาศาสตร์ กรมอุทยานฯ ใช้น้ำยาตรวจสอบวัตถุพยาน แต่นับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมากวัตถุพยานอยู่ในการดูแลของตำรวจพิสูจน์หลักฐานกลาง เพื่อตรวจสอบดีเอ็นเอมนุษย์


ต่อมา ดร.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบดีเอ็นเอสัตว์ป่าที่พบ จากซากสัตว์และวัตถุพยาน ซึ่งมีมีด 6 เล่ม และเขียง 1 ชิ้น รวมถึงอุจจาระของนายเปรมชัย


ดร.กณิตา เล่าว่า ไม่ได้ตรวจก่อน เป็นไปไม่ได้ที่ดีเอ็นเอจะหายเพราะสารเคมีที่นิติอุทยานใช้ และมั่นใจว่า วัตถุพยานแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพ โดยซองวัตถุพยาน ที่มีคำว่าตรวจแล้ว หมายถึง วัตถุพยานทั้งหมดผ่านการตรวจสอบของพฐ. แล้ว ไม่ว่าจะเป็นลายนิ้วมือ หรือดีเอ็นเอมนุษย์


สำหรับการตรวจสอบหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ฯ ใช้วิธีการตรวจจากก้านสำลีที่พฐ. ป้ายมาแล้วแทบไม่ได้แตะต้องกับวัตถุพยาน ตรวจแค่ก้านเดียวก็เจอดีเอ็นเอเสือดำ แทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสภาพของวัตถุพยาน สารเคมีของแล็ปไม่ได้ทำให้ดีเอ็นเอหายแน่นอน


ทั้งนี้การเก็บรักษาวัตถุพยานและส่งกลับตามวิธีอารักขาวัตถุพยาน เจ้าหน้าที่แล็ปได้บันทึกเส้นทางการครอบครองวัตถุพยานตั้งแต่วันที่ส่งมาจนถึงวันที่ส่งคืน รวมถึงบันทึกว่าทำอะไรกับวัตถุพยานไปบ้าง ซึ่งได้ส่งวัตถุพยานกลับคืนให้ตำรวจไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจเพิ่ม


ดร.กณิตา มั่นใจว่า พฐ. สามารถเอากลับไปใช้งานได้ ไม่มีปัญหา และที่ออกมาชี้แจง ไม่ได้เป็นเพราะขัดแย้งอะไร แต่อยากให้สังคมมีความรู้ต่อกระบวนการทำงานของแล็ปอย่างไม่เข้าใจผิด

ด้านพล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ปรึกษาคณะกรรมการติดตามคดีล่าสัตว์ป่าฯ กล่าวว่าการพิสูจน์หลักฐานเป็นหน้าที่ของตำรวจ เมื่อได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วจึงจะส่งไปยังกรมอุทยานฯ เพื่อตรวจพิสูจน์ว่ามีดีเอ็นเอของเสือดำหรือไม่ ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไม่ได้มีปัญหากันเพราะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว

 

กลับขึ้นด้านบน