มุมมองด้านนิตินิเวศต่อกรณีบ้านพักตุลาการ

มุมมองด้านนิตินิเวศต่อกรณีบ้านพักตุลาการ

มุมมองด้านนิตินิเวศต่อกรณีบ้านพักตุลาการ

รูปข่าว : มุมมองด้านนิตินิเวศต่อกรณีบ้านพักตุลาการ

คณาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงการณ์ต่อกรณีบ้านพักตุลาการในผืนป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ พร้อมเสนอระงับโครงการและให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลผลกระทบ รวมทั้งเปิดเผย "ผืนป่า" ทั้งหมดในครอบครองรัฐ

กรณีการดำเนินโครงการบ้านพักตุลาการเข้าไปในผืนป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ นำมาซึ่งข้อถกเถียงและการโต้แย้งอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน เนื่องจากเห็นว่าเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง แม้ผู้รับผิดชอบได้ให้เหตุผลว่าโครงการดังกล่าวนี้ได้กระทำไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เคยมีบทเรียนในประวัติศาสตร์หลายครั้งว่านำมาซึ่งผลกระทบที่รุนแรงและกว้างขวางต่อสังคม

การพิจารณาประเด็นดังกล่าวจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับแง่มุมอื่นๆ ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เฉพาะกรณีบ้านพักตุลาการนั้น มีประเด็นทางกฎหมายที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศ รวมถึงชุมชนในเบื้องต้น 3 ประการด้วยกัน ดังนี้

 

การนิยามความหมายของผืนป่า

 

แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ แต่จากหลักฐานที่มีการเผยแพร่ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “ผืนป่า” ดอยสุเทพ ทำให้การอ้างถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายไม่เป็นที่ยอมรับแต่อย่างใด เนื่องจากขัดต่อสภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่

ในแวดวงการศึกษาทางด้านนิติศาสตร์นั้น มีการตระหนักถึงความบกพร่องของการจำแนกเขตพื้นที่ป่าตามกฎหมายมาอย่างยาวนาน ว่ามีความไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างสำคัญ อันเป็นผลมาจากการใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นเครื่องมือในการจำแนก รวมทั้งไม่มีการเดินสำรวจ นำมาซึ่งปัญหาว่าชุมชนจำนวนมากต้องอยู่ในพื้นที่ป่าตามกฎหมาย ขณะที่ในด้านกลับกันได้มีการหวงกันผืนป่าโดยหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานทางด้านความมั่นคงไว้กับตนเป็นจำนวนมหาศาลตั้งแต่อดีต แม้จะไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในการหวงกันไว้ก็ตาม ซึ่งในภายหลังก็มักจะนำมาใช้ประโยชน์โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด กรณีบ้านพักตุลาการเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้

 


การระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

 

การตระหนักถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมจะเห็นได้จากการที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจำนวน 35 ประเภท ต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนที่จะดำเนินโครงการนั้นๆ ทั้งนี้ เพื่อประเมินถึงความผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประชาชนและชุมชน พร้อมทั้งศึกษาถึงแนวทางทางแก้ไขผลกระทบจากการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นฐานในการตัดสินใจด้วยการใช้ความรู้และข้อมูลอย่างรอบด้าน ในกรณีที่โครงการใดจะนำมาซึ่งความเสียหายหรือผลกระทบอย่างสำคัญ การปฏิเสธหรือการยกเลิกก็จะสามารถกระทำได้ด้วยการใช้ความรู้

อย่างไรก็ตาม ระบบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ใช้อยู่ในประเทศไทยยังมีความบกพร่องไม่สมบูรณ์อยู่หลายประการ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยอาศัยความบกพร่องดังกล่าวเพื่อหลบเลี่ยงให้ตนไม่ต้องจัดทำ EIA ในโครงการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายบนต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของสังคม ขณะที่หน่วยงานรัฐจำนวนไม่น้อย ซึ่งควรจะต้องช่วยกันอุดช่องว่างของระบบ EIA เพื่อปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในฐานะผู้รักษาประโยชน์สาธารณะ กลับอาศัยชุดเหตุผลในลักษณะเดียวกับเอกชนเพื่อให้ตนไม่ต้องจัดทำ EIA ในโครงการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ควรเป็นแบบอย่างของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ต่างๆ ด้วยความระมัดระวังต่อผลกระทบที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคต เพราะผลบางด้านอาจเป็นความเสียหายที่ใหญ่หลวง หรือไม่อาจเยียวยาได้

 

สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

ภายใต้การพัฒนาที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวาง อาจสร้างผลกระทบให้เกิดกับชีวิตของผู้คน ชุมชน ท้องถิ่น และสังคม การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุด ไม่ใช่เพียงการฟังเสียงประชาชนเท่านั้น หากยังหมายถึงการเอาความต้องการของประชาชนมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาโครงการต่างๆ ซึ่งอาจนำมาสู่การปรับเปลี่ยน ลดขนาด ย้ายพื้นที่ ฯลฯ หรือการปฏิเสธโครงการ ในกรณีที่เห็นได้ว่าไม่เป็นที่ต้องการของผู้คน เป็นที่ชัดเจนว่าโครงการของรัฐและเอกชนจำนวนมากที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือความเห็นด้วยจากสังคมแล้วก็มักจะเผชิญกับการโต้แย้งเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าโครงการจำนวนหนึ่งจะสามารถสร้างขึ้นได้ แต่หลายครั้งก็นำไปสู่การยกเลิกโครงการดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงเมื่อต้องเผชิญกับการคัดค้านอย่างกว้างขวาง

 

กรณีปัญหาบ้านพักตุลาการ มีข้อเสนอดังต่อไปนี้

 

สำหรับกรณีเฉพาะหน้า ให้มีการระงับโครงการดังกล่าวไว้และเปิดโอกาสให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลในด้านต่างๆ เนื่องจากในปัจจุบันยังมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่เป็นที่รับรู้แต่อย่างใด เช่น ลักษณะพื้นที่มีความลาดชันเพียงใด มีการทำลายหน้าดินมากน้อยเพียงใด โครงการทั้งหมดแบ่งเป็นกี่โครงการและเหตุผลในการแบ่งย่อยโครงการ รวมถึงให้มีการการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมจากนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ อย่างน้อยต้องมีการศึกษาถึงทางเลือกของพื้นที่ในการพัฒนาโครงการ ความจำเป็นในการใช้พื้นที่ในปัจจุบันว่ามีมากน้อยเพียงใด รวมถึงขนาดของบ้านพักที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่ามีขนาดใหญ่โตเกินกว่าสวัสดิการของข้าราชการทั่วไป ในท้ายที่สุดควรต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่ามีการยอมรับต่อโครงการดังกล่าวนี้หรือไม่ อย่างไร

ในระยะยาว ควรจะต้องมีการเปิดเผยว่ายังคงมีพื้นที่ “ผืนป่า” ของหน่วยงานรัฐแห่งใดที่มีการครอบครองและยังไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ ซึ่งควรต้องมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ให้ชัดเจนว่าจะสามารถกระทำได้ในกรณีเช่นใด และพื้นที่ในลักษณะเช่นใดที่เป็นการต้องห้ามไม่ให้ใช้ประโยชน์ และหากต้องการจะใช้ประโยชน์ก็ควรต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำซากในอนาคตข้างหน้า

4 เมษายน 2561
คณาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กลับขึ้นด้านบน