มูลนิธิสืบฯ ชี้ 6 ข้อหาอัยการสั่งฟ้องเปรมชัย ครบพฤติการณ์ล่าสัตว์

มูลนิธิสืบฯ ชี้ 6 ข้อหาอัยการสั่งฟ้องเปรมชัย ครบพฤติการณ์ล่าสัตว์

มูลนิธิสืบฯ ชี้ 6 ข้อหาอัยการสั่งฟ้องเปรมชัย ครบพฤติการณ์ล่าสัตว์

รูปข่าว : มูลนิธิสืบฯ ชี้ 6 ข้อหาอัยการสั่งฟ้องเปรมชัย ครบพฤติการณ์ล่าสัตว์

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร วิเคราะห์ 6 ข้อหาอัยการภาค 7 สั่งฟ้องนายเปรมชัย ยังครอบคลุมเหตุแห่งพฤติการณ์ล่าสัตว์ แต่ยังต้องจับตาเมื่อเข้าสู่ชั้นศาล ทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า เอกสาร พยานบุคคลครบถ้วนหรือไม่ ตั้งข้อสังเกต "เปรมชัย"ปฏิเสธอาจมีไม้เด็ด

วันนี้ (4 เม.ย.2561) นายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวถึงกรณีที่อัยการภาค 7 ได้แถลงคำสั่งฟ้องข้อหานายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเว๊ลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพวกคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฝั่งตะวันตก จ.กาญจนบุรี โดยระบุว่าในเงื่อนไขของเงื่อนเวลา ถือว่าอัยการ เร่งพิจารณาเรื่องนี้และมีความเห็นส่งคดีเร็วก่อนที่จะครบกำหนด 7 ผัดฝากขังนายเปรมชัย ขณะที่การสั่งฟ้องใน 6 ข้อหา ยังถือเป็นข้อหาหลักที่รับได้ เพราะเป็นตัวพฤติการณ์ล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ และเป็นทิศทางของคดีที่ก่อนหน้านี้กังวลว่ากลัวหลุดก่อนมีคำสั่งฟ้อง

 

เชื่อว่าการฟ้องทั้ง 6 ประเด็นครอบคลุมเหตุแห่งพฤติการณ์เข้าไปล่าสัตว์ เพียงพอที่จะกล่าวโทษได้ แต่ต้องจับตาและยอมรับว่ายังไม่ได้วางใจว่าจะมีน้ำหนัก ทั้งพยาน 51 ปากที่ถือว่าค่อนข้างมากเกินไป เอกสาร และหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์จะสาวมาถึงคนกระทำความผิดได้ชัดเจนหรือไม่ เพราะผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธมาตลอด จุดนี้บ่งชี้ว่าเขามั่นใจว่าจะสู้คดีได้ ดังนั้นผู้ฟ้อง ต้องประเมินว่าอะไรที่อาจจะหวยออก ต้องรอดูว่าประเด็นที่นำขึ้นสู่ชั้นศาล เนื้อหาสำนวนเป็นอย่างไร ต้องประเมินสถานการณ์ในรูปแบบไหนที่ประชาชนยอมรับได้ เป็นธรรมหรือไม่ 

นายภาณุเดช กล่าวอีกว่า ส่วนข้อหาที่ไม่ส่งฟ้อง 5 เรื่องวิเคราะห์ว่า ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปืนมีทะเบียนของเปรมชัย เลยไม่แปลกที่คุณเปรมชัยหลุดข้อหานี้  เช่นเดียวกับการขอเข้าพื้นที่มีการดำเนินการสอบทางทางวินัยโดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืชแล้ว ส่วนข้อหาพยายามพยายามล่า นั้นเนื่องจากมีข้อหาล่าไปแล้ว และไม่มีอะไรเพียงพอที่จะประกอบการฟ้องได้จึงตัดออกไป และสุดท้ายข้อทารุณกรรมสัตว์ ไม่อยูในในข่ายฟ้องร้องผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ ข้อหานี้ไม่ตรงตามคำนิยามทารุณกรรมสัตว์ของพ.ร.บ.นี้ และผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้ถอนแจ้งความไปแล้ว

 

 

ขั้นตอนหลังจากอัยการสั่งฟ้อง

ทั้งนี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเฟซบุ๊กสืบนาคะเสถียร เรื่องขั้นตอนการดำเนินการต่อจากนี้ ทางอัยการระบุว่า สำหรับคำสั่งที่อธิบดีอัยการภาค 7 มีคำสั่งที่บอกไปแล้วนั้น หลังจากที่มีคำสั่งแล้ว จะส่งสำนวนการสอบสวนคดีนี้ไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เพื่อให้มีความเห็นทางคดีว่า เห็นชอบในคำสั่งที่อธิบดีอัยการภาค 7 มีคำสั่งไปหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ส่งสำนวนการสอบสวนทั้งหมดไปให้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 แล้ว 


อันนี้เป็นไปตามกระบวนกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 145/ 1 ซึ่งขณะนี้คณะทำงานได้เตรียมร่างคำฟ้องเรียบร้อยแล้วเพียงแต่รอความเห็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ว่าท่านเห็นชอบกับคำสั่งอธิบดีอัยการภาค 7 หรือไม่

ถ้าเห็นชอบก็จะยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ตามคำสั่งที่เรามีได้ภายในกำหนด ถ้ามาเร็วก็ยื่นฟ้องได้เร็ว ที่มาแถลงวันนี้เหมือนกับสำนวนได้เตรียมทำไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอกระบวนการตามวิอาญาว่าให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 มีความเห็นอย่างไรเท่านั้น

แต่หากมีความเห็นไม่เห็นด้วยแล้วกับคำสั่งอธิบดีอัยการภาค 7 แล้ว เรื่องจะเป็นอย่างไร ก็สำนวนนี้จะถูกส่งไปยังท่านอัยการสูงสุด เพื่อชี้ขาดความเห็นแย้ง แต่หากไม่แย้ง เรื่องจะกลับมาที่สำนักงานอัยการภาค 7 และจะยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรีตามระบบต่อไป

 

ภาพ :มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ภาพ :มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

มูลนิธิสืบ วิเคราะห์ 9+3 ส่อหลุดตรงคำแถลงอัยการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เปิดเวทีสรุป-วิเคราะห์ ก่อนจะขึ้นศาลคดีเสือดำ ของกลุ่มนายเปรมชัย โดยวิเคราะห์เบื้องต้นว่า ใน 9+3 ข้อหาคดีนายเปรมชัย มีอย่างน้อย 2 ข้อหา ที่จะมีรับโทษหนักสุด คือ ข้อหาร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีโทษจำคุก 10 ปี ปรับ 200,000 บาท และร่วมกันมีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และฐานพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ มีโทษจำคุก 10 ปี ปรับ 20,000 บาท

ส่วนข้อหาที่ส่อหลุด คือ นำเครื่องมือที่มีไว้สำหรับล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์หรืออาวุธเข้าไปในเขตฯโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันเข้าไปในเขตรักกษาพันธุ์สัตว์ป่า 2 ข้อหานี้ส่อหลุดเพราะไม่มีโทษทางอาญา

ส่วนคดีร่วมกันครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองซึ่งมีโทษจำคุก 4 ปี ปรับ 40,000 บาท ต้องจับตาว่าออกจะออกไปทางไม่เจตนา

ขณะที่ นายยงค์ โดดเครือ นางนที เลียมแสน นายธานี ทุมมาศ ผู้ต้องหาในคดีล่าสัตว์ป่า วิเคราะห์จากข้อกล่าวหาที่น่าจะได้รับโทษ คือ 1.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โทษจำคุก 5 ปี ปรับ 50,000 บาท 2.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโทษจำคุก 4 ปี ปรับ 40,000 บาท และ 3.ร่วมกันครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครอง โทษจำคุก 4 ปี ปรับ 40,000 บาท

อ่านข่าวเพิ่มเติม

อัยการภาค 7 สั่งฟ้อง 6 ข้อหา "เปรมชัย"ชดใช้ชีวิตเสือดำแค่ 4 แสนบาท

ยื่น 1.4 แสนรายชื่อให้ ผบ.ตร.ทำคดีล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ฯ เป็นธรรม 

เปิดวิธีคำนวณค่าชีวิต "เสือดำ"มูลค่า 3 ล้านถูกสังหารเปิดวิธีคำนวณค่าชีวิต "เสือดำ"มูลค่า 3 ล้านถูกสังหาร

 


 

กลับขึ้นด้านบน