รมว.พาณิชย์ เมินครหาแจกบัตรสวัสดิการหาเสียงเลือกตั้ง

รมว.พาณิชย์ เมินครหาแจกบัตรสวัสดิการหาเสียงเลือกตั้ง

รมว.พาณิชย์ เมินครหาแจกบัตรสวัสดิการหาเสียงเลือกตั้ง

รูปข่าว : รมว.พาณิชย์ เมินครหาแจกบัตรสวัสดิการหาเสียงเลือกตั้ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันเปิดขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาล ไม่มีนัยยะทางการเมือง และไม่กังวลถูกครหาว่าหาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากทีดีอาร์ไอแย้งการแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อยในรูปแบบต่างๆ ล้วนมีนัยยะทางการเมือง

วันนี้ (16 ส.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลเตรียมเปิดให้ขึ้นทะเบียนผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 อีก 4 ล้านคน หลังพบผู้มีรายได้น้อยตกสำรวจ หากคุณสมบัติผ่านทั้งหมด รวมผู้สมัครเดิม 11 ล้านคนแล้ว จะทำให้มีผู้มีรายได้น้อยที่เข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐ 15 ล้านคน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเปิดให้ขึ้นทะเบียนผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นหน้าที่ทุกรัฐบาล ไม่มีนัยยะทางการเมือง และไม่กังวลว่าจะเกิดคำถามตามมาว่าอาจเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลตั้งเป้าเพื่อช่วยแก้ปัญหาความยากจน ลดภาระค่าครองชีพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มยอดขายให้ร้านโชห่วย ร้านค้าชุมชน ได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ เมื่อปี 2560 รัฐบาลเปิดรับลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกำหนดคุณสมบัติเข้มข้น มีผู้มาลงทะเบียน 14.1 ล้านคน ผ่านคุณสมบัติประมาณ 11.4 ล้านคน แบ่งเป็นผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี ประมาณ 8.3 ล้านคน ที่เหลือมีรายได้ 30,000-100,000 บาท/คน/ปี

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการเติมลงในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกเดือน รวมแล้ว 41,940 ล้านบาท แบ่งออกเป็นการเติมเงินรายเดือนลงในบัตร 200-300 บาท/คน/เดือน นอกจากนี้ ยังมีวงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 45 บาท/คน/3เดือน และค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีก 500 บาท/คน/เดือน

จากนั้น เดินหน้ามาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 ที่เน้นการฝึกอบรมอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ ใช้งบประมาณกว่า 35,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเหลือให้คนพ้นเส้นความยากจนได้ประมาณ 4.7 ล้านคน โดยมีมาตรการจูงใจ โดยการเติมเงินให้เพิ่มสำหรับผู้ที่เข้าอบรมอีกรายละ 200-300 บาทต่อเดือนตามการจัดแบ่งรายได้

ด้านนายนณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลเลือกดูแลผู้มีรายได้น้อย ด้วยวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุด คือการแจกเงินในรูปแบบต่างๆ ซึ่งล้วนมีนัยยะทางการเมืองทั้งสิ้น และการขยายโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าสู่ระยะที่ 3 และปิดยอดลงทะเบียนเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคน จากปัจจุบัน 11 ล้านคน ทำให้ยอดผู้ที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ เพิ่มขึ้น 15 ล้านคน จึงเป็นห่วงเรื่องการคัดกรองว่าจะช่วยเหลือถูกคนหรือไม่ รวมถึงจะมีอะไรการันตีว่าผู้เข้าร่วมโครงการจะหลุดพ้นความยากจนได้ ภายใต้ข้อจำกัดของฐานะการคลังในปัจจุบัน

ผศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบไม่ให้มีบุคคลแอบแฝงมามาฉกฉวยผลประโยชน์จากโครงการของรัฐ รวมถึงร้านค้าที่ทุจริต จะต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้งบประมาณรั่วไหล

เช่นเดียวกับการติดตั้งเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ตามร้านธงฟ้าประชารัฐ อาจดูเหมือนเพิ่มยอดขายนายทุนทางการเมือง แต่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น ถือว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่เหล่านั้น

กลับขึ้นด้านบน