ญาติพลทหารบาดเจ็บทำพิธีเรียกขวัญหวังให้อาการดีขึ้น

ญาติพลทหารบาดเจ็บทำพิธีเรียกขวัญหวังให้อาการดีขึ้น

ญาติพลทหารบาดเจ็บทำพิธีเรียกขวัญหวังให้อาการดีขึ้น

รูปข่าว : ญาติพลทหารบาดเจ็บทำพิธีเรียกขวัญหวังให้อาการดีขึ้น

ครอบครัวพลทหารกองทัพบก ใน จ.ลพบุรี ที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสอาการยังทรงตัว ครอบครัวทำพิธีเรียกขวัญหวังให้อาการดีขึ้น

วันนี้ (24 ส.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ครอบครัวของพลทหารคชา พะซะ อายุ 22 ปี ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ( ร.31 พัน 3 รอ.) จ.ลพบุรี ซึ่งถูกทำร้ายทหารรุ่นพี่ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเมื่อหลายวันก่อน ได้ไปยังจุดที่พลทหารคชาถูกทำร้ายร่างกาย เพื่อทำพิธีเรียกขวัญตามความเชื่อของชาวบ้าน โดยหวังว่าหลังจากจากนี้อาการของพลทหารคชาอาจดีขึ้นดีขึ้น หลังเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในห้อง ไอซียู มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า มีรายงานว่า อาการของพลทหารเมื่อคืนที่ผ่านมาแพทย์ระบุว่าสมองตาย

ขณะที่ล่าสุดอาการของพลทหารคชายังทรงตัวและแพทย์ได้ทดลองถอดเครื่องช่วยหายใจเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อทดสอบการหายใจของผู้ป่วย พบว่าสามารถหายใจเองได้แต่ยังมีอัตราการหายใจไม่คงที่ ส่วนอาการสมองบวมนั้นส่งผลกระทบต่อระบบควบคุมอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งแพทย์ระบุว่าหากอาการของพลทหารคชาดีขึ้น แต่ร่างกายอาจไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นปกติตามเดิม ซึ่งครอบครัวของพลทหารคชาก็ยังคงมีความหวังว่าพลทหารคชาจะรู้สึกตัว และมีการตอบสนองทางร่างกายดีขึ้นในเร็ววันนี้

ขณะเดียวกันผู้บัญชาการทหารบก แสดงความพอใจกับผลทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ผู้บังคับกองพัน ครั้งสุดท้ายในรอบปี 2561 ยังคงทดสอบสมรรถภาพร่างกายในภาพรวมตามนโยบาย Smart Man Smart Soldier โดย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยพล.อ.สสิน ทองภักดี รอง ผู้บัญชาการทหารบกและกำลังพลทุกระดับชั้น ในกองบัญชาการกองทัพทดสอบสมรรถภาพร่างกายประจำปี 2561 ครั้งที่ 2

พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวแสดงความพอใจและยังคงย้ำในขับเคลื่อนผลักดดันการทดสอบสุขภาพร่างกายกำลังพลต่อไป แม้จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้ ด้วยเชื่อว่าจะเกิดผลดีในภาพรวมของกองทัพ และยังรณรงค์ให้ประชาชนรักการออกกำลังกายมากขึ้น

ส่วนกรณีพลทหาร คชา พะชะ ถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น พล.อ.เฉลิมชัย ยืนยันว่า ได้รับรายงานแล้ว ไม่ใช่การทำโทษหรือถูกซ่อม แต่เกิดจากสาเหตุทะเลาะวิวาท ระหว่างทหารด้วยกันเอง เนื่องจากไม่ใช่ช่วงฝึกทหารเกณฑ์จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว พร้อมย้ำว่าหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องดำเนินการไปตามกระบวนการ และขอให้ไม่ต้องกังวลใจ เพราะกองทัพมีระเบียบอยู่แล้ว หากใครทำผิดก็ต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา

กลับขึ้นด้านบน