Insight : ดูเอเชียนเกมส์ แล้วย้อนดูไทย

Insight : ดูเอเชียนเกมส์ แล้วย้อนดูไทย

Insight : ดูเอเชียนเกมส์ แล้วย้อนดูไทย

รูปข่าว : Insight : ดูเอเชียนเกมส์ แล้วย้อนดูไทย

มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ประเทศอินโดนีเซีย ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้ว นับเป็นเอเชียนเกมส์ครั้งที่เงียบที่สุดเท่าที่เคยมีมา เริ่มตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน สื่อมวลชนทั้งสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ไม่ได้ตีข่าวนำเสนอความเคลื่อนไหวของมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียมากเหมือนครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะวงการทีวี มีการโปรโมทชักชวนให้ดูน้อยกว่าซีเกมส์เสียด้วยซ้ำ

สาเหตุที่ทำให้เอเชียนเกมส์ครั้งนี้เงียบมาก ถึงมากที่สุด ต้องบอกว่ามาจากเรื่องของลิขสิทธิ์ หรือพูดง่ายๆ คือเรื่องของเงินๆ ทองๆ เป็นหลัก นี่คือความเงียบในประเทศไทย

แม้เมืองไทยจะเงียบ แต่ทางฟากฝั่งเจ้าภาพอินโดนีเซีย ทั้งเมืองหลวงจาการ์ตาและปาเล็มบัง เขาไม่ได้เงียบ เพราะนี่คือกีฬาใหญ่ของชาวอิเหนาที่เฝ้ารอคอยมานานถึง 56 ปี โดยทุ่มเงินมหาศาลกว่า 77,000 ล้านบาท เนรมิตสนามแข่งขันและปรับปรุงสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อต้อนรับอาคันตุกะจาก 43 ประเทศ

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ผู้คนชาวอินโดนีเซียดูจะตื่นเต้นและให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้นำประเทศอย่าง โจโก วีโดโด ที่ลงทุนขี่มอเตอร์ไซคล์ด้วยตัวเองในพิธีเปิดการแข่งขัน

เมื่อผู้นำประเทศยังลงมาสัมผัสกับมหกรรมกีฬา ทำให้ชาวอินโดนีเซียทั้งจาการ์ต้าและปาเล็มบัง 2 เมืองหลักที่เป็นแม่งาน ดูจะให้ความร่วมไม้ร่วมมือเป็นอย่างดี

บนความพยายามและเป้าหมายจะทำให้ดี แต่ก็ยังมีอุปสรรคให้เห็น ด้วยความเป็นกรุงจาการ์ตา เมืองที่การจราจรสุดแสนจะคับคั่ง เกือบทุกเส้นทางหันไปทางไหนก็มีแต่รถติด แม้จะอาศัยแกร็บไบค์ หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่ก็แก้ไขได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นี่คือเสียงบ่นจากนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เกือบทุกชาติ

นอกจากการจราจรแล้ว ปัญหาเรื่องของอีก 1 เรื่อง ในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ก็คือจำนวนผู้ชม ที่ต้องบอกว่าหลายชนิดกีฬาแทบไม่มีคนดู (อาจเป็นเพราะมีประเภทกีฬามากไป)

เมื่อมีเรื่องติก็ต้องมีเรื่องชมกันบ้างครับ ถ้าจะให้คะแนนเต็ม 100 คงต้องยกให้ความพยายามของอินโดนีเซีย กับความต้องการจะเป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์ครั้งนี้เอามากๆ แม้ว่าจะเป็นฐานะมวยแทนประเทศเวียดนามที่ประกาศถอนตัวไปก่อนหน้านี้

ความพยายามของอินโดนีเซียที่ต้องชมก็เพราะทั้งเรื่องสนามแข่งขัน เกือบทุกแห่ง เรียกได้ว่ามีความพร้อมจัดโอลิมปิกเกมส์ได้อย่างสบาย โดยเฉพาะปาเล็มบัง เมืองร่วมที่จัดกีฬากว่า 10 ชนิด สนามดีทุกสนามและมีคนดูเต็มเกือบทุกสนามเช่นเดียวกัน

พิธีปิดเอเชียนเกมส์ 2018

พิธีปิดเอเชียนเกมส์ 2018

เมื่อพูดถึงโอลิมปิกเกมส์ แน่นอนว่ามันคือความฝันของอินโดนีเซีย ที่ต้องการจะเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดกีฬามวลมนุษยชาติ ซึ่งอินโดนีเซียตั้งเป้าไว้ว่าจะเสนอตัวในปี 2032 หรืออีก 14 ปี นั่นคือความฝันของชาวอินโดนีเซีย ส่วนฝันจะเป็นจริงหรือไม่ต้องลุ้นกันอีกที

เมื่อชมและติเจ้าภาพไปแล้ว เรามาย้อนดูตัวเองกันบ้าง ที่ต้องมาย้อนก็เพราะเอเชียนเกมส์หนนี้ กองทัพนักกีฬาไทยทำได้เพียง 11 เหรียญทอง 16 เหรียญเงิน 46 เหรียญทองแดง เป็นอันดับ 12 ของทวีปเอเชีย

ถ้าพูดกันแบบเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รักกันจริง บอกกันได้ ก็ต้องบอกว่า “สอบไม่ผ่าน” หรือ “สอบตก” นั่นเอง

ที่บอกว่า “สอบตก” ก็เพราะหากนับนิ้ว จิ้มเครื่องคิดเลข มีเพียง 3 เหรียญทองที่มาจากกีฬาที่เป็นสากล นั่นก็คือ จักรยาน ยิงเป้าบิน และเทควันโด นอกนั้นไม่ใช่กีฬาหลักในโอลิมปิกเกมส์

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ประเทศไทยเราส่งนักกีฬาไปแข่งขันกว่า 800 คน บอกตรงๆ ว่ามากเกินไป ที่บอกว่ามากก็เพราะต้องใช้งบกว่า 800 ล้านบาท เมื่อเฉลี่ยต่อหัวก็เกือบ 1 ล้านบาท แต่เหรียญทองที่ได้เพียง 11 เหรียญ คิดง่ายๆ คือ 1 เหรียญทองต้องใช้เงินไปราวๆ 72 ล้านบาท อันนี้คิดเอาเองว่าคุ้มไหม

หากจะพูดถึงกีฬาที่ล้มเหลวแล้วอันดับ 1 คงหนีไม่พ้น “ฟุตบอล” ทั้งชายและหญิง ที่ทำผลงานไม่ได้ดั่งฝันทั้งของทีมและของคนไทย โดยเฉพาะทีมชาย ตกรอบแรกในรอบ 24 ปี จน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย สั่งปรับทัพ ปลดโค้ชและปรับโครงสร้างสมาคมใหม่

เรื่องนี้หากย้อนเวลากลับไปได้ เชื่อว่าสมาคมฟุตบอลฯ คงจะดึง ชนาธิป ,ธีรศิลป์ และธีราธร ไปช่วยงาน

กีฬาชนิดที่ 2 คงหนีไม่พ้น “มวยสากลสมัครเล่น” ที่ไร้เหรียญทองในรอบ 32 ปี อีกทั้งมวยชายไม่สามารถเข้ารอบชิงครั้งแรกในรอบ 44 ปี

1 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดง มันคือความล้มเหลวที่ปฎิเสธไม่ได้ เพราะนี่คือ มหกรรมกีฬาระดับบิ๊กรายการที่ 2 รองจากโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่บราซิล

“ทีมมวย” ต้องกลับบ้านแบบไม่มีเหรียญทอง เมื่อพูดถึงมวย สิ่งที่ทำให้เราพลาดเหรียญทอง มีองค์ประกอบหลักก็คือ มวยเราออกหมัดน้อย อันนี้สต๊าฟรู้ได้ก่อนแข่งขัน ซึ่งพยายามแก้ไข แต่ก็แก้ไม่ได้ ประเด็นนี้น่าแปลกใจ น่าคิด และน่าเป็นห่วง

ในระยะยาวอีก 2 ปี ข้างหน้า เมื่อเอเชียนเกมส์ยังไม่มีเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์คงยากน่าดู คิดแล้วเศร้าครับผม หลังจากนี้ไม่รู้ว่า จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกในแคมป์ทีมชาติ (โค้ชหรือนักมวยจากเปลี่ยน อันนี้รอลุ้นกัน)

หลังไร้เหรียญทอง มีแต่เหรียญเงินและทองแดง ก็มีข่าวว่าผู้นำอย่างนายพิชัย ชุณหวชิร นายกสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย กำลังจะลงสมัครเป็นประธานสหพันธ์มวยสากลแห่งเอเซีย หรือประธานเอเอสบีซี หากชนะการเลือกตั้ง อันนี้ถือเป็นเรื่องดี เพราะหมัดมวยที่ตัดสินด้วยสายตา มันไม่ได้สู้กันบนเวทีเท่านั้น หากสีเสื้อไทยแลนด์ดี ชกสูสี ก็มีโอกาสได้รับการชูมือ

จากมวย มาที่ “ยกน้ำหนัก” ที่ผิดหวังแบบสุดๆ เช่นกัน ก่อนเดินทางไปแข่งขัน มองกันว่าการแข่งขันหนนี้ค่อนข้างได้เปรียบเอามากๆ เพราะไม่มีนักกีฬาจากจีน-คาซัคสถาน โอกาสคว้าเหรียญทองค่อนข้างจะสบาย แต่พอแข่งขันจริง 3 จอมพลัง ฮีโร่เหรียญโอลิมปิกเกมส์ โสภิตา ธนสาร ,สุกัญญา ศรีสุราช และสินธุ์เพชร กรวยทอง ต่างก็ทำสถิติได้ไม่ดี

ทำให้ 12 ปีแล้ว ที่ยกน้ำหนักยังคว้าเหรียญทองไม่ได้ ความล้มเหลวครั้งนี้ผู้บริหารยอมรับความผิดพลาด และขอไปแก้ตัวใหม่ในโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ญี่ปุ่นแทน

ดวงอักษร ใจดี คว้าเหรียญทองแดงยกน้ำหนักหญิง รุ่น 75 กก.

ดวงอักษร ใจดี คว้าเหรียญทองแดงยกน้ำหนักหญิง รุ่น 75 กก.

อีก 1 สมาคมกีฬาที่ดูจะผิดหวังก็คือทีมลูกขนไก่ไทย ได้ 1 เหรียญทองแดงจากทีมหญิง เป็นผลงานที่ไม่ประทับใจนักสำหรับคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ที่นั่งควบตำแหน่งไอโอซี เมมเบอร์

เอเชียนเกมส์หนนี้ ทีมแบดมินตันไทยเป็นที่จับตาและคาดหวังว่าน่าจะมีเหรียญมากกว่านี้ เพราะทั้ง เมย์ รัชนก อินทนนท์ พร้อมกับร่วมทีมคนอื่นๆ ต่างก็ฟอร์มดี เรียกว่า สู้ได้หมด แต่พอแข่งขันจริงกลับเล่นไม่ออก จังหวะไม่ดี แพ้คู่แข่ง

พูดถึงความล้มเหลวไปมากมาย หันมาชื่นชมกันบ้าง กีฬาที่ต้องชมและให้คะแนนเต็ม 100 ก็คือ “เซปัคตะกร้อ” ที่ไร้เทียมทาน ส่ง 4 รายการ คว้าได้ 4 เหรียญทอง เรียกว่ายังคงมาตรฐานระดับเอเชียนเกมส์และซีเกมส์ ซึ่งน่าเสียดายครับที่โอลิมปิกเกมส์ไม่มีบรรจุไว้

ถัดมาที่ “เทควันโด” ปีนี้ คว้า 2 เหรียญทอง 2 เหรียญทองแดง จากพุมเซ่ หรือ ท่ารำ และประเภทต่อสู้ ผลงานออกแทบไม่มีที่ติ แบบนี้หวังเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ครั้งแรกได้สบาย

ส่วน “พาราไกดิ้ง” กีฬาที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก แต่ก็คว้ามาได้ถึง 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง สืบไปสืบมา นักกีฬาไทยที่ลงแข่งขันมีฝีมือระดับโลก ถึงกับมีเสียงมั่นใจหลุดออกมาตั้งแต่ก่อนแข่งว่า ได้เหรียญทองแน่นอน แม้จะมีเหรียญทองเอเชียนเกมส์ แต่ก็ไม่ทราบว่า ครั้งต่อไปจะยังมีแข่งขันหรือไม่

1 เหรียญทอง จากกีฬา “ยิงปืน” เหรียญนี้นับว่า มาจากความอดทนและอดทนอย่างยิ่ง ของ “น้องณี” สุธิยา จิวเฉลิมมิตร นักยิงเป้าบินสาว ที่พลาดเหรียญมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนทั้งโอลิมปิกเกมส์และเอเชียนเกมส์ หนนี้สมหวังเสียที ต้องขอปรบมือดังๆ ให้กับความพยายามและมุ่งมั่นไม่ท้อของเธอ

“วอลเลย์บอล” แม้จะได้เหรียญเงิน แต่ต้องบอกว่าได้รับกระแสมากกว่าชนิดกีฬาอื่นๆ พวกเธอเป็นชนิดกีฬาที่คนติดตามมากที่สุดก็ว่าได้ การผ่านเข้ารอบชิงครั้งแรกถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของวงการวอลเลย์บอลไทย ที่เข้าร่วมในเอเชียนเกมส์มาแล้ว 12 ครั้ง ดีที่สุดก็คือเหรียญทองแดง

จบเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ เชื่อว่าผู้ใหญ่ในวงการกีฬาไทยมีเรื่องให้ขบให้คิดมากมาย โจทย์ใหญ่อยู่โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องนำพานักกีฬาไทย คว้าโควต้าไปแข่งขันลุ้นเหรียญทองให้ได้

ถึงบรรทัดนี้ก็ได้แต่ให้กำลังใจทุกคน ทุกทีม ทั้งที่ได้เหรียญและไม่ได้เหรียญ แต่อย่างน้อยทุกคนก็ทำอย่างเต็มความสามารถแล้ว และก็ได้ทำให้คนไทยมีความสุข...

กลับขึ้นด้านบน