Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 1 เหตุ...ไม่เป็นปกติ

Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 1 เหตุ...ไม่เป็นปกติ

Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 1 เหตุ...ไม่เป็นปกติ

รูปข่าว : Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 1 เหตุ...ไม่เป็นปกติ

เปิดเบื้องหลังฆาตกรรมอำพราง สามี-ภรรยา จ.แพร่ ตอน 1 เหตุ…ไม่เป็นปกติ

ทุกๆ วันที่บ้านพักกลางป่าพื้นที่ราว 90 ไร่ ใน ต.ช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่ ของนางหน็อต สุดแดน อายุ 61 ปี อาศัยอยู่กับนายอลัน สก็อต ฮอกก์ สามีชาวอังกฤษ

คนงานไม่กี่คนจะผ่านประตูรั้วเข้า-ออก เพื่อไปทำงาน ถางหญ้า ปลูกต้นไม้ เพาะกล้า ทำปุ๋ยไส้เดือน เลี้ยงผึ้ง เลี้ยงวัว และเลี้ยงเป็ด กิจวัตรจะวนเวียนซ้ำๆ มาร่วม 10 ปี โดยมีนายหนัต ซึ่งเป็นพี่ชายของนางหน็อต คอยจัดการช่วยเหลือเรื่องภายในบ้าน ให้กับทั้ง 2 คน เสมือนเป็นพ่อบ้าน

 

เป็นธรรมดาที่การทำอะไรอาจไม่ถูกใจไปเสียทั้งหมด มีบ้างที่คนงานจะต้องได้กลับมาแก้หรือปรับในจุดที่สามีภรรยาคู่นี้ไม่ค่อยถูกใจ แต่การทำงานก็ไม่ได้เคร่งครัด ไม่เสร็จวันนี้ พรุ่งนี้ก็เริ่มใหม่ เพื่อความเรียบร้อยทุกเย็น นายอลันก็มักจะขับรถ ATV คันโปรด ย้อนกลับไปดูความเรียบร้อยในแต่ละจุดอยู่เสมอ ทั้งประตูบ้าน รั้วกั้นฝูงวัว และเล้าเป็ดริมน้ำ

แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่ปกติก็เกิดขึ้น

18 กันยายน 2561

นายสม หนึ่งในคนงานเล่าว่า ตลอดทั้งวัน นายอลัน นางหน๊อต เพื่อนคนงาน และตน ไปเอาหญ้าที่นอกหมู่บ้าน ก่อนจะกลับมาเก็บมะนาว กล้วย และลางสาด บอกว่าจะเอาไปเชียงใหม่ แต่วันนี้เขาเห็นนายหนัตและภรรยานายหนัตที่บ้านอยู่หน้าประตูทางเข้านั้นมาทำงาน ซึ่งก็ไม่ได้สนใจอะไร ทุกคนก็ยังช่วยกันทำงานตามปกติ

นายสมเล่าว่า ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ก่อนเลิกงาน นายฝรั่งและนางหน็อตเรียกให้ขึ้นจากสวน เพื่อสอนวิธีให้อาหารสุนัขที่เลี้ยงไว้ นางหน็อตบอกว่าพรุ่งนี้จะไปรักษาดวงตาที่ จ.ชียงใหม่ ออกเดินทางสายๆ ราว 9.00 น. - 10.00 น. สั่งตนและเพื่อนคนงานอีกคนให้มาแต่เช้า และช่วงค่ำให้มานอนเฝ้าที่บ้าน 1 คืน (คืนวันที่ 19 กันยายน 2561) และนี่…เป็นการเห็น 2 สามี-ภรรยา "ครั้งสุดท้าย"

ต่อมาเวลาประมาณ 18.00 น. ภรรยาของน้องชายนางหน็อต อยากทราบเวลาที่จะเดินทางไป จ.เชียงใหม่ เพราะนางหน็อตบอกลูกสาวของตน (หลานนางหน็อต) ว่าจะพาไปทำฟั ที่ จ.เชียงใหม่ ด้วย แต่กลับติดต่อไม่ได้

เช่นเดียวกับคนสนิทของนางหน็อตซึ่งอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ บอกว่า เขามีนัดกินข้าวเที่ยงกับทั้ง 2 คนในวันพรุ่งนี้ (19 กันยายน 2561) ทว่าตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงดึก (18 กันยายน 2561) ทั้งคู่เงียบหาย ไม่สามารถติดต่อทั้งคู่ได้ทั้งทางแอปพลิเคชันไลน์และทางโทรศัพท์ จึงโทรแจ้งให้ ตำรวจ สภ.พระธาตุช่อแฮ เข้าตรวจสอบ

19 กันยายน 2561

นายสมให้ข้อมูลว่า วันนี้เขามาถึงเช้ากว่าทุกวัน ตามคำสั่ง (ก่อนเวลา 08.00 น.) สังเกตเห็นรถแบ็กโฮ (ขับได้เพียง 2 คน คือนายหนัตและนายฝรั่ง) ย้ายไปจอดริมลำห้วยภายในสวน เขายืนยันว่าไม่ใช่จุดเดิมที่จอดในช่วงเย็นก่อนเขาจะเลิกงานเมื่อวานนี้

เมื่อเดินขึ้นไปเพื่อพบกับนางหน็อตที่บ้าน แต่กลับไม่พบ “รถกระบะ 4 ประตู สีขาว” จึงคิดว่านายฝรั่งและภรรยาคงจะออกไปตั้งแต่เช้า หลังให้อาหารสุนัขเขาก็ไปทำงานในสวนตามปกติ ซึ่งก็ไม่เห็นพี่ชายนางหน็อตและภรรยา (แม่บ้าน) เช่นกัน

ตลอดทั้งวันคนสนิทที่ จ.เชียงใหม่ ยังคงโทรศัพท์ติดตามความคืบหน้า จากตำรวจ ซึ่งขณะนั้นตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปในบ้าน และได้แจ้งประสานไปทุก สภ. ทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อหาเบาะแสของรถ ชุดสืบสวนเริ่มทำงาน ติดตามภาพกล้องวงจรปิดในพื้นที่จนถึงค่ำก็ยังไม่พบเบาะแสของทั้ง 2 คน

20 กันยายน 2561

คนสนิทที่ จ.เชียงใหม่ เห็นว่าผิดปกติและเป็นห่วง ตัดสินใจขับรถออกเดินทาง จาก จ.เชียงใหม่ ซึ่งห่างกันกว่า 250 กิโลเมตร มาตามหาทั้งคู่ที่บ้าน

เดินทางกว่า 3 ชั่วโมงจึงถึงบ้านพักกลางป่า เมื่อเข้าไปในบ้านก็ไม่พบบุคคลทั้ง 2 คน แต่สังเกตเห็นหลายอย่าง “ไม่เป็นปกติ” จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความที่ สภ.พระธาตุช่อแฮ ให้เข้าตรวจสอบ

จากการตรวจสอบ ตำรวจพบว่าไฟในบ้านยังเปิดทิ้งไว้ ประตูกระจกไม่ได้ล็อก กระเป๋าเงินของนางหน็อตยังอยู่ (มีเงินมากกว่า 30,000 บาท) ใกล้กันพบว่า ยังชาร์จโทรศัพท์คาไว้กับปลั๊ก กุญแจรถยนต์สีส้มยังห้อยอยู่ (รถยนต์สีส้มจอดอยู่ในโรงจอด) ภายในบ้านไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ในโรงจอดรถติดกับตัวบ้าน ตำรวจพบลูกมะนาวจำนวนหนึ่ง ตกกระจายอยู่ บริเวณพื้นพบรอยหยดเลือดและคราบเลือด สภาพคล้ายผ่านการชำระล้างมาก่อน จึงประสานให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน จ.แพร่ เข้าตรวจสอบและขอกำลังเจ้าหน้าที่ช่วยค้นหารอบบ้านและพื้นที่สวน ซึ่งกว้างกว่า 90 ไร่

ห่างจากตัวบ้านราว 500 เมตร เป็นร้านอาหารร้าง (ร้านกวางทอง) เจ้าหน้าที่พบรถ ATV สีดำจอดอยู่โดยมีกุญแจเสียบคา ขณะเดียวกันพบรอยรถแบ็กโฮไปที่ริมลำห้วย ใกล้กับเล้าเป็ด

เจ้าหน้าที่ตัดสินใจเคลื่อนรถแบ็กโฮของนายอลันที่จอดไว้ไม่ไกลจากจุดนั้น ไปยังจุดที่พบการขุดเปิดหน้าดินริมลำห้วย ใกล้กับเล้าเป็ด ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ต้องสงสัย ว่าหากมีการฆาตกรรม คนร้ายอาจจะนำหลักฐานมาอำพรางซ่อนเร้น แต่เมื่อขุดลึกลงกว่า 1.5 เมตร พบว่าเป็นดินเดิม ประกอบกับไม่มีสิ่งบอกเหตุ (ทั้งกลิ่น เลือด เศษเสื้อผ้า และอื่นๆ) จึงยุติการขุด

 

ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานในวันนั้นว่า อาจจะเป็นเหตุทำร้ายกันเอง ถูกคนร้ายปล้นรถ แล้วจับตัวไปด้วย หรือถูกฆาตกรรมกรรมอำพราง โดยคนร้ายอาจเป็นคนใดคนหนึ่ง คนใกล้ชิด หรือคนอื่น จึงเริ่มเรียกญาติและคนใกล้ชิดเข้าให้ปากคำ พร้อมๆ กับเก็บหลักฐานในบ้าน นอกบ้าน และระดมพล ปูพรมค้นหาทั่วพื้นที่ แต่ก็ไม่พบ

แต่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้หลายประเด็น “เช่นถ้าเป็นคนร้าย (คนอื่น) ทำไมไม่ประสงค์ต่อทรัพย์อย่างอื่นด้วย นอกจากรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียน กต 3181 แพร่ เพียงคันเดียว”

“ปกติคนที่จะเข้าออกบ้านหลังนี้ได้ (ตั้งแต่ประตูรั้ว) มีเพียงไม่กี่คน" ประกอบด้วย ตัวนายอลัน นางหน็อต พี่ชายนางหน็อต (พ่อบ้าน) ภรรยาพี่ชายนางหน็อต (แม่บ้าน) นายสม (คนงาน) และคนงานอีกคน

จึงนำมาสู่การสืบสวนสอบสวน ไขปริศนาการหายตัวไปของสามี-ภรรยา และรถกระบะ 1 คัน

(เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงคำบอกเล่าจากคนใกล้ชิด และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งยังไม่มีการสรุปสำนวนคดีแต่อย่างใด)

อ่าน Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 2 รถ...ที่หายไป

อ่าน Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 3 ฆ่า...ฝังดิน

พิเชษฐ์ ตัณติโรจนกุล ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส

กลับขึ้นด้านบน