ฝากขัง "ปริญญา" ผู้ต้องหาคดี "บิตคอยน์" รายสุดท้าย

ฝากขัง "ปริญญา" ผู้ต้องหาคดี "บิตคอยน์" รายสุดท้าย

ฝากขัง "ปริญญา" ผู้ต้องหาคดี "บิตคอยน์" รายสุดท้าย

รูปข่าว : ฝากขัง "ปริญญา" ผู้ต้องหาคดี "บิตคอยน์" รายสุดท้าย

ตำรวจนำตัว นายปริญญา จารวิจิตร ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันฉ้อโกงโกงบิตคอยน์ มูลค่าเกือบ 800 ล้านบาท ไปฝากขังต่อศาลในวันนี้ หลังควบคุมตัวที่ได้สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อช่วงกลางดึก เตรียมเนำครอบครัวรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่ม 17 ต.ค.นี้

ความคืบหน้ากรณีคดีฉ้อโกงเงินบิตคอยน์ มูลค่าเกือบ 800 ล้านบาท ตำรวจจับนายปริญญา จารวิจิตร ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันฉ้อโกงโกงบิตคอยน์ ไปฝากขังต่อศาล หลังควบคุมตัวที่ได้สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อช่วงกลางดึก

ซึ่งการจับกุมผู้ต้องหาคนสำคัญรายนี้ ได้มาจากการที่ตำรวจทำหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ยกเลิกหนังสือเดินทางของนายปริญญาเพื่อกดดันตัวให้เดินทางกลับประเทศ ขณะที่พนักงานสอบสวนเตรียมนัดบิดา มารดา และพี่ชายของ นายปริญญา เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในวันที่ 17 ตุลาคม

พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าวว่า หลังควบคุมตัวนายปริญญา จารวิจิตร อายุ 35 ปี พี่ชายนักแสดง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายใน ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันฉ้อโกง ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากผู้ต้องหาเดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ก็ได้รีบนำตัว นายปริญญา มาสอบสวนที่กองปราบปรามตลอดทั้งคืน ก่อนที่จะนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังต่อศาลอาญาในเช้าวันนี้และคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องหามีพฤติกรรมที่จะหลบหนี

เชิญครอบครัวรับทราบข้อกล่าวหา 17 ต.ค.นี้

เบื้องต้นผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายอื่นๆนั้น ขณะนี้คงเหลือแต่ผู้ต้องหาในตระกูลจารวิจิตรเท่านั้น ล่าสุดพนักงานสอบสวนได้นัดให้ นายวิสิทธิ์ จารวิจิตร และ นางเลิศฉัตรกมล จารวิจิตร บิดาและมารดา รวมทั้ง นายธนสิทธิ์ พี่ชายของ นายปริญญา เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในวันที่ 17 ต.ค.นี้

หากผู้ต้องหาทั้ง 3 คนมาพบพนักงานสอบสวน ก็จะแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากมารดาของนายปริญญาได้รับโอนเงินมาจากลูกชายก่อนที่จะยักย้ายถ่ายเทเงินไปให้กับบิดาของนายปริญญา ส่วน นายธนสิทธิ์ ก็มีพฤติกรรมเช่นเดียวกันคือรับโอนเงินมาจากนายปริญญา แล้วยักย้ายถ่ายเทไปให้กับบุคลอื่นๆซึ่งเป็นพฤติกรรมการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

มีรายงานว่าก่อนการจับกุมตัวนายปริญญา ผู้ต้องหารายสำคัญในคดีนี้นั้น สืบเนื่องจาก พ.ต.อ.ชาคริต ได้ทำหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ยกเลิกหนังสือเดินทางของนายปริญญาเพื่อกดดันตัวให้เดินทางกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย

ต่อมากระทรวงการต่างประเทศได้ทำเรื่องยกเลิกหนังสือเดินทางตามที่กองปราบฯร้องขอ ทำให้นายปริญญา จำเป็นต้องเดินทางกลับไทยเนื่องจากไม่สามารถอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้ กระทั่งวันที่ 10 ต.ค. เวลาประมาณ 23.20 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากฝ่าย ตม.ขาเข้า ตม.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่าจะมีบุคคลตามหมายจับเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรจึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ และ ควบคุมตัวมาสอบสวน

ย้อนรอยคดีโกงบิตคอยน์ 800 ล้านบาท


สำหรับคดีนี้ นายเออาร์นี่ โมตาวา ซาริมา อายุ 23 ปี ชาวฟินแลนด์ได้เข้าแจ้งความกับกับตำรวจกองปราบปราม ระบุว่า นายปริญญากับพวกได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 797 ล้านบาทด้วยการหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่กลับมีการถ่ายเทเงินไปยังที่ต่างๆโดยไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้ ต่อมาพนักงานสอบสวนกองปราบฯได้สอบสวนขยายผล

จนพบว่าคดีนี้มีผู้กระทำความผิดประกอบด้วย นายปริญญา ที่เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในคดี นายธนสิทธิ์ จารวิจิตร  นายจิรพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิตร ดารานักแสดงน.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิตร 3 พี่น้อง และนายวิสิทธิ์ จารวิจิตร และนางเลิศฉัตรกมล จารวิจิตรบิดาและมารดา รวมทั้งนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้กว้างขวางในตลาดหลักทรัพย์ และนายชาคริส อาห์มัด ผู้บริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

แต่นายประสิทธิ์ และนายชาคริส นั้นผู้เสียหายได้มาถอนแจ้งความไปแล้วหลังจากตกลงชดใช้ค่าเสียหายกันได้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่วนผู้ต้องหารายอื่นพนักงานสอบสวนได้ทยอยแจ้งข้อหาไปแล้วในฐานความผิดเกี่ยวกับร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันฉ้อโกง ในขณะที่นายปริญญาได้หลบหนีไปสหรัฐอเมริกาก่อนที่จะควบคุมตัวได้เมื่อกลางดึก

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ฝากขัง "บูม" นักแสดงโกงเงินบิตคอยน์ 700 ล้านบาท 

ธปท.ห่วงแก้กฎหมายเพื่อลงทุน "บิตคอยน์" ต้องรอบคอบ

พี่สาวนักแสดงปฏิเสธร่วมฉ้อโกงเงินสกุลดิจิทัล

กลับขึ้นด้านบน