"วัด-คนร่วมทาง" ชี้แจงทาโบสถ์สีทองถูกต้อง

"วัด-คนร่วมทาง" ชี้แจงทาโบสถ์สีทองถูกต้อง

"วัด-คนร่วมทาง" ชี้แจงทาโบสถ์สีทองถูกต้อง

รูปข่าว : "วัด-คนร่วมทาง" ชี้แจงทาโบสถ์สีทองถูกต้อง

การทาสีทองโบราณสถานที่อยู่ในเป็นวัดโพธาราม จ.สุพรรณบุรี ตั้งแต่ 2 ปีก่อน แต่เพิ่งจะเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ล่าสุดพบโบราณสถานอีกแห่งทาสีทองใน จ.ลพบุรี ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของกลุ่มจิตอาสาที่เข้ามาช่วยบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานในวัด โดยออกทุนกันเอง

พระปลัดกัลยวรรธน์ กนฺตวิโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธาราม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า การบูรณะวัดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2557 โดยมีกลุ่มจิตอาสา กลุ่มผู้มีจิตศรัทธา คือ กลุ่มคนร่วมทางได้ขอบูรณะอุโบสถหลังเก่าของวัดโพธาราม หรือขณะนี้เป็นวิหาร ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพเสื่อมโทรมอย่างมาก หากไม่บูรณะในวันนั้นก็อาจจะไม่เห็นอุโบสถหลังนี้ตั้งอยู่ก็เป็นได้ เพราะฝนตกลมแรงก็อาจพังทลายลงมา เมื่อมีกลุ่มจิตศรัทธามาขอบูรณะโดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่บูรณะโบสถ์ วิหาร วัดเก่า มาแล้วหลายจังหวัดแล้วจึงเห็นว่ามีความสามารถ และทางวัดไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายจึงส่งมอบงานบูรณะวิหารให้กลุ่มคนร่วมทางดำเนินงาน โดยใช้เวลาบูรณะ 1 ปี 6 เดือน และวัดนี้ไม่ได้ขึ้นเป็นโบราณสถานกับกรมศิลปากร ส่วนการทาสีทองเพื่อต้องการให้เป็นเอกลักษณ์และเป็นจุดสนใจของเมืองโบราณอู่ทอง

ด้านนายชัยชนะ ศรีเหรา กรรมการวัดโพธาราม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า "คิดว่าสีทองน่าจะสื่อออกไปได้ดี แม้ว่าจะเป็นอุโบสถเก่าแต่สิ่งหนึ่งที่จะสื่อให้แลดูโดดเด่น คือ ทาสีทอง ส่วนคำถามที่ว่าเป็นการทำลายโบราณสถาน คำถามนั้นยังไม่มีเข้ามาในชุมชนนี้ ซึ่งไม่มีการเชื่อมโยงมาจากทางกรมศิลปากรว่าเป็นโบราณสถานแต่รับรู้กันว่าเป็นโบสถ์หลังเก่า และเมื่อได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ก็ได้ใช้โบสถ์หลังนั้น โบสถ์หลังเก่านี้จึงเปลี่ยนมาเรียกว่าวิหารแทน ก็มีการพูดกันว่า ถ้าเราไม่ทำทางกรมศิลปากรก็ควรจะเข้ามาทำซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานเข้ามาและเมื่อมีผู้มีจิตอาสาเข้ามาและบอกว่าไม่มีค่าใช้จ่ายและบอกว่าบูรณะมาหลายที่แล้ว หลวงพ่อจึงถามชาวบ้านและทุกคนก็ยินดี

วัดป่ากล้วย ต.ท่าแค อ.เมืองลพบุรี ยังคงมีร่องรอยการทาสีโบสถ์ภายในวัด ที่ยังทาสีไม่แล้วเสร็จ ของกลุ่มคนร่วมทาง และในวันอาทิตย์นี้ ( 28 ต.ค.61) พวกเขานัดกันจะมาทาสีอีกครั้ง เพื่อทำตามเจตนารมณ์ทำนุบำรุงสืบทอดพระพุทธศาสนา เหมือนกับ 200 วัด ที่พวกเขาก็ทำแบบนี้มาแล้ว

นี่จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มคนร่วมทางร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาทาสีวัด แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีกระแสโซเซียลโจมตี เหมือนกับวัดโพธาราม ต.จรเข้าสามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี หลังเพจสีทาบ้านยี่ห้อดัง โพสต์ขอบคุณ ที่นำสีไปทาสีวัด แต่มีทั้งผู้ไม่เห็นด้วยกับการทาสีเหลืองทับโบสถ์ที่มีอายุเก่าแก่

จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเพราะกรมจากสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี เข้าแสดงความเห็นให้โต้กลับ แอดมิน ลบTag หน่วยงานออก เพราะกรมศิลปากรไม่มีนโยบายใช้วิธีการนี้ในการบูรณะโบราณสถาน แต่การทาสีโบสถ์ผ่านมาแล้วถึง 2 ปี

จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านและผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธาราม ออกมาชี้แจงว่า วัดแห่งนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรและก่อนบูรณะได้หารือร่วมกันแล้ว ผ่านมา 2 ปี ไม่ปรากฏเป็นข่าว ยืนยันว่าที่เลือกใช้สีทองเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของ อ.อู่ทอง

ขณะที่นายสุเทพ ประยูรพิทักษ์ นักร้อง-นักแสดง 1 ใน สมาชิกกลุ่มคนร่วมทาง ชี้แจงกับไทยพีบีเอสว่า ก่อนบูรณะโบราณสถาน จะขออนุญาตกับเจ้าอาวาสทุกครั้ง พระพุทธรูปองค์ไหนที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลป์ หรือ เป็นวัตถุโบราณอายุเก่าแก่ สมาชิกกลุ่มจะไม่แตะต้อง และมีช่างผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบกำกับดูแลทุกขั้นตอน

สุเทพ ประยูรพิทักษ์ นักร้องนักแสดง กล่าวว่า "มีองค์ความรู้ มีคนเคยทำพระตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ ทำพระองค์ใหญ่เยอะแยะ เขารู้ว่าพระองค์นี้ซ่อมได้ไหม ถ้าซ่อมไม่ได้เขาก็ไม่ทำ แล้วมีช่างปูนช่างสี เขามาคอยดูการผสม สีพวกนี้เราได้มาจากการบริจาค และมีคนแนะนำให้ อย่างช่างปูนก็เป็นคนที่อยู่โรงปูนมานานมาก เขาศรัทธาในพระพุทธศาสนาเข้าก็เอาปูนเอาสีมาให้เรา "

ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมาการทาสีของกลุ่มคนร่วมทางไม่เคยมีปัญหาการร้องเรียน นายสุเทพ จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีกลุ่มใดๆกลุ่มหนึ่งเสียผลประโยชน์ไม่ จึงอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุยทำความเข้าใจกัน

"ไม่ยากเย็นเลยสำหรับคนไทยที่จะคุยกัน หรือว่าผมทำแล้วไปแล้วไปเสียผลประโยชน์ของใครหรือเปล่ามันถึงมีปัญหาอย่างนี้ ก็อยากคุยเหมือนกันนะ ของที่ทำๆอยู่เนี่ย ผมทำผิดตรงไหน และของที่หายไปมันหายไปไหนมาคุยกัน มันจะได้รู้เลยว่าผมทำแบบนี้มันผิด แต่ถ้าพวกผมทำผิดพวกผมตายไปนานแล้ว ทำมา 10 ปีแล้ว เกือบ 200 วัดแล้วที่ทำมา"

แม้ขณะนี้กรมศิลปากร ที่ประกาศห้ามทาสีทับโบสถ์โบราณสถาน แต่กลุ่มคนร่วมทางยืนยันว่า ยังจะทำตามความตั้งใจของกลุ่มต่อไป คือเดินหน้าสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่จะอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย เพราะไม่อยากเห็นวัดถูกปล่อยร้าง หรือทรุดโทรม เหมือนกับหลายวัดที่พวกเข้าไปบูรณะมา

 

 

กลับขึ้นด้านบน