ชาวเลราไวย์ ปัดข้อเสนอเอกชนซื้อที่ดินแลกย้ายบาไล

ชาวเลราไวย์ ปัดข้อเสนอเอกชนซื้อที่ดินแลกย้ายบาไล

ชาวเลราไวย์ ปัดข้อเสนอเอกชนซื้อที่ดินแลกย้ายบาไล

รูปข่าว : ชาวเลราไวย์ ปัดข้อเสนอเอกชนซื้อที่ดินแลกย้ายบาไล

ชาวเลราไวย์ปัดข้อเสนอเอกชนซื้อที่ดินแลกกับการย้ายบาไล เผยชาวบ้านถูกฟ้องอื้อ 27 คดี แม้แต่แผงขายปลาดั้งเดิมยังถูกอ้างกรรมสิทธิ์

วันนี้ (30 ต.ค.61) นายนิรันดร์ หยังปาน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชาวเลชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า ตนเองและชาวบ้านได้เดินทางไปประชุมร่วมกับตัวแทนของบ.บารอน เพื่อเจรจาถึงข้อพิพาทเรื่องที่ดินโดยทางตัวแทนบริษัทบารอน เวิล์ดเทรดจำกัด ได้ยื่นข้อเสนอที่จะทำโครงการพัฒนาชุมชนโดยซื้อที่ดินจำนวน 2 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้าน 30 หลังอาศัยอยู่ในชุมชนซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่ บ.บารอน อ้างกรรมสิทธิ์ และที่ผืนดังกล่าวมีข้อพิพาทกับเอกชนอีกรายหนึ่งที่อ้างกรรมสิทธิ์ โดย บ.บารอน ขอแลกกับการย้ายบาไล (พื้นที่พิธีกรรมชาวเล) มาไว้ในที่ดิน 2 ไร่นี้ พร้อมทั้งขอเส้นทางสาธารณะหน้าหาดที่ชาวบ้านใช้เดินไปสู่บาไล

นายนิรันดร์กล่าวว่า นอกจากนี้ บ.บารอน ยังยื่นข้อเสนอที่จะให้เงินสนับสนุนจัดตั้งกองทุนของชุมชนอีก 500,000 บาท และซื้อรถเก็บขยะและรถพยาบาลให้อีกอย่างละ 1 คัน นอกจากนี้ยังจ่ายค่าหลักจอดเรือบริเวณหาดทรายให้อีกหลักละ 30,000 บาท เพื่อแลกกับการย้ายพื้นที่จอดเรือออกมาจากบริเวณหน้าหาดในที่ดินที่ บ.อ้างกรรมสิทธิ์ อย่างไรก็ตามภายหลังจากได้มีการจัดประชุมชาวบ้านเพื่อพิจารณาข้อเสนอ ที่ประชุมมีมติไม่รับข้อเสนอดังกล่าวเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังต้องการเส้นทางสาธารณะที่เดินไปสู่บาไล และไม่ต้องการให้มีการย้ายบาไลไปไว้ที่อื่น

“ชาวบ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารับไม่ได้ที่จะต้องย้ายบาไล และไม่เอาด้วยกับโครงการที่บารอนเสนอมา พวกเราพร้อมสู้คดีกันในศาลต่อไป แต่ได้ยินว่าเขาจะชวนชาวบ้านไปเจรจาอีกครั้งโดยมีนายกเทศมนตรีราไวย์ร่วมด้วย”นายนิรันดร์ กล่าว

ด้านนายสนิท แซ่ซั่ว ผู้ประสานงานชาวเลชุมชนราไวย์กล่าวว่า ขณะที่มีคดีที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้องและเป็นผู้ฟ้องอยู่ทั้งหมด 27 คดี ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องที่ดิน มีเพียง 2 คดีที่เป็นเรื่องแผงขายปลาหน้าหาดถูกเอกชนอ้างกรรมสิทธิ์และขับไล่ และคดีชาวบ้านถูกจับเนื่องจากออกไปหาปลาแต่ถูกตั้งข้อหาว่าจับปลาในเขตหวงห้าม ส่วนคดีที่ดินนั้นศาลฎีกาได้พิพากษาไปแล้ว 2 คดี 9 คน โดยชาวบ้านแพ้เพราะไปจ่ายค่าเช่าให้กับผู้อ้างกรรมสิทธิ์เนื่องจากไม่รู้หนังสือ แต่กรณีที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านอีกหลายครอบครัวเพราะที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นทางเข้า-ออกของหลายบ้าน

ขณะที่นางสมพอง แซซั่ว แม่ค้าปลาชาวอูรักลาโว้ย ซึ่งถูกฟ้องขับไล่ กล่าวว่าตนขายปลาและหอยให้นักท่องเที่ยวอยู่ที่หาดราไวย์มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนปัจจุบันอายุ 52 ปี ซึ่งบริเวณที่ขายนั้น ในอดีตชาวบ้านต่างก็เอาปลามาขายได้ โดยตนได้เอาปลาจากเรือประมงที่สามีและลูกหามาได้ออกมาวางขาย แต่ถ้าได้มากก็ส่งขายพ่อค้าคนกลาง ซึ่งไม่เคยเสียค่าเช่าแผงให้ใครเพราะเป็นพื้นที่ของชุมชน แต่ปลายปี 2559 ได้มีเอกชนมาเรียกเก็บค่าเช่าเพราะเขาอ้างกรรมสิทธิ์บนที่ดินที่ยังมีปัญหากับชาวบ้านซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเรียบหาด ซึ่งแม่ค้าที่เป็นคนนอกบางแผงก็ยอมจ่ายค่าเช่า แต่ในส่วนของพวกตนที่มีอยู่ 5 แผงไม่ยอมจ่ายเพราะเราเห็นว่าเป็นที่ดินเดิมที่เราเคยขายมาก่อน

“พวกเราขายกันมานาน จู่ๆก็จะมาเก็บค่าเช่า พวกเราที่เป็นแม่ค้าชาวเลทั้ง 5 คนคุยกันแล้วว่าจะไม่ยอม และต้องสู้ มันพื้นที่ที่เราขายกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม ถ้าเรายอมแล้วต่อไปลูกหลานจะเอาพื้นที่ที่ไหนขายปลาที่จับมาได้ ทุกวันนี้เราแทบไม่เหลือที่วางขายปลาอยู่แล้ว เพราะถูกจับจองมีเจ้าของหมด เราได้อาศัยพื้นที่ที่เหลืออยู่ ใครหาปลามาได้ก็มาวางขาย”นางสมพอง กล่าว

ด้านนายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าปัญหาและข้อพิพาทคดีที่ดินของชาวเลชุมชนราไวย์นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบเนื่องจากเจ้าของที่ดินเดิมอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คณะกรรมการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ (กบร.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ลงไปตรวจสอบและมีข้อเสนอถึงรัฐบาลหมดแล้ว เพียงแต่รัฐบาลไม่ยอมแก้ไขเพราะหน่วยงานรัฐคือกรมที่ดินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารโฉนดมิชอบ

“พูดง่ายๆ คือมีการทุจริตคอรัปชั่นกันในพื้นที่ ปัญหาแบบนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลจะใช้ระบบราชการในการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่ควรให้ผู้ที่ออกเอกสารสิทธิ์ ผู้ที่ตรวจสอบและผู้ที่เพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นคนๆ เดียวกัน ควรต้องรีบแก้กฏหมายประมวลที่ดิน เพราะมิเช่นนั้นชาวบ้านมากมายที่กำลังเดือนร้อนจะไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ท้ายสุดเรื่องก็ไปจบลงที่ศาล และศาลก็พิจารณาแต่ในเอกสารโดยมิได้ลงเดินสำรวจ”นายคมสัน กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเดือน พ.ค.59 ได้เกิดการประทะกันระหว่างคนงานราว 100 คนของบริษัทบารอนเวิล์ดเทรดจำกัดและชาวเลในชุนชนราไวย์ ภายหลังจากที่บริษับารอนฯนำรถแบ๊กโฮเคลื่อนย้ายก้อนหินมาปิดทางเข้า-ออกเส้นทางที่ชาวราไวย์ใช้เดินไปประกอบพิธีกรรมที่บาไล โดยบริษัทบารอนฯอ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินบริเวณดังกล่าวและเตรียมพัฒนาให้เป็นโรงแรม แต่ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นเส้นทางสาธารณะของชุมชนที่ใช้กันมานาน ซึ่งทุกวันนี้ข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข

กลับขึ้นด้านบน