เปิดสวนน้ำรุกป่าภูขี้ไก่ 1,800 ไร่ในแปลงที่ถูกเพิกถอน

เปิดสวนน้ำรุกป่าภูขี้ไก่ 1,800 ไร่ในแปลงที่ถูกเพิกถอน

เปิดสวนน้ำรุกป่าภูขี้ไก่ 1,800 ไร่ในแปลงที่ถูกเพิกถอน

รูปข่าว : เปิดสวนน้ำรุกป่าภูขี้ไก่ 1,800 ไร่ในแปลงที่ถูกเพิกถอน

พล.อ.สุรศักดิ์ กำชับเร่งตรวจสอบสวนน้ำ 1,800 ไร่ของชุมชนธะธรรมชาติ บนป่าภูขี้ไก่ จ.เพชรบูรณ์ หลังพบเป็น 1 ใน 57 แปลงที่อยู่ระหว่างการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ด้านดีเอสไอ ยืนยันไม่ได้ล่าช้า ส่งให้ดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมตรวจสอบเพิ่มอาจเข้าข่ายสร้างลัทธิ

กรณีโครงการก่อสร้างสวนน้ำบริเวณภูขี้ไก่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งมีพิธีลงนาม MOU ไปเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา และกำลังถูกจับตาจากหน่วยงาน และนักอนุรักษ์เนื่องจากเป็น 1 ใน 57 แปลงที่อยู่ระหว่างการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้อง 

วันนี้ (30 ต.ค.2561) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า การตรวจสอบไม่ได้ล่าช้า ที่ดินแปลงนี้กรมที่ดินกำลังเพิกถอน ถ้าใครทำผิด ต้องถูกจับกุมทั้งหมด ส่วนที่มีพิธีเปิดสวนน้ำในไปแล้วนั้น กำลังตรวจสอบอยู่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าพื้นที่ไปตรวจสอบ ถ้ามีข้อกฎหมายอะไรต้องทำตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบเพราะที่ดินผืนนี้ เป็น 1 ในจำนวน 57 แปลงที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ เพราะอาจมีการออกเอกสารสิทธิ์ ที่ไม่ถูกต้อง และเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งที่ผ่านมา กรมที่ดินได้เพิกถอนไปแล้ว 49 แปลง แต่ยังเหลืออยู่ 8 แปลงที่ยังไม่ได้เพิกถอน

 

 

ที่ดินกว่า 1,800 ไร่ ที่จะมีการก่อสร้างโครงการสวนน้ำ ชุมชนธะธรรมชาติ บริเวณภูขี้ไก่ ต.หล่มเก่า อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ และ มีพิธีลงนาม MOU เพื่อพัฒนาที่ดินสู่เกษตรอินทรีย์และแหล่งท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆเข้าร่วม เพื่อเป็นแหล่งผลิตพืชผักปลอดสารพิษ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัด แต่เพราะที่ผ่านมาที่ดินผืนนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการออกเอกสารสิทธิ์ไม่ถูกต้องเพราะอยู่ใจกลางป่าที่อุดมสมบูรณ์

ทำให้พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการศูนย์ประสานการปฏิบัติการที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือ ศปป.4 กอ.รมน. ส่งข้อความผ่านทางไลน์ แจ้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าและสื่อให้ช่วยกันปกป้องป่าต้นน้ำ

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าที่ดินผืนนี้อยู่ในเขตรอยต่อ อ.หล่มเก่า และอ.หล่มสัก มีการออกเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดเมื่อปี 2542 จำนวน 57 แปลง เมื่อทหารรวมถึงเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบย้อนหลัง ก็ไม่พบร่องรอยทำประโยชน์มาก่อน จึงขอให้กรมที่ดินทำการเพิกถอน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเพิกถอนไปแล้ว 49 แปลง เหลืออีก 8 แปลงโดยโครงการสวนน้ำเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ยังไม่ถูกเพิกถอน

โครงการนี้ นายอนันต์ณังธะ ญาณ์ธนโชติ เป็นผู้ประสานงาน และ ดูแลโครงการ โดยก่อนหน้านี้ ก็เคยมีหน่วยงานเข้าตรวจสอบมาแล้ว และ นายอนัตต์ณังธะ อ้างว่าที่ดินดังกล่าวซื้อมาจากนายหน้าไร่ละ 60,000 บาท จึงนำเครื่องจักรเข้าไปพัฒนา เตรียมก่อสร้างบ้านพักและใช้เป็นที่ทำกิน

สำหรับนายอนัตต์ณังธะ เคยบวชเป็นพระ แต่หลังมีข่าวเกี่ยวกับอ้างมีอภินิหาร จึงถูกชาวบ้านทั้งที่จ.นครศรีธรรมราช และ พังงา ต่อต้าน จนต้องย้ายไปที่จังหวัดระนอง พร้อมประกาศตั้งพุทธะธรรมชาติ และเตรียมสร้างศูนย์รวมศาสนาใหม่ แต่ก็เกิดปัญหาอีกรอบ จึงมาพักอยู่ที่จ.เพชรบูรณ์

 

 

"ดีเอสไอ"ยืนยันแจ้งกรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิแล้ว

พ.ต.อ. ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่ากรมป่าไม้ ได้มีหนังสือที่ ทส 1612.2/7959 ลงวันที่ 23 มิ.ย. 2549 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่องการออกเอกสารสิทธิที่ดิน แจ้งว่าเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าบนภูขี้ไก่ พบมีการเข้าทำประ โยชน์ในที่ดินและมีการนำเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย

กรมป่าไม้พิจารณาจากสภาพพื้นที่ เห็นว่าเป็นป่าตามพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มีสภาพป็นเขาสูงชัน เป็นป่าต้นน้ำลำธาร ชั้น 1 บีและชั้น 2 พื้นที่ส่วนใหญ่ ยังคงเป็นป่าสมบูรณ์และขอให้ดีเอสไอ ดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 5/2550 เมื่อ 27 ธ.ค.2550ให้เป็นคดีพิเศษที่ 96/2550

ทั้งนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ได้สืบสวนสอบสวนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของศาลในทางวิเคราะห์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการออกเอกสารสิทธิ และเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงาน ป.ป.ท.เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ตั้งแต่ 12 พ.ย.2551

เนื่องจากผลการสอบสวนที่พบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบดังกล่าว ดีเอสไอ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 23 ก.ค.2552 แยกเรื่องส่งให้กรมที่ดินไปพิจารณาดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 เพื่อพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินอีกส่วนหนึ่ง

เร่งตรวจสอบอาจเข้าข่ายสร้างลัทธิ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่กรมได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายข้างต้นแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษพื้นที่ภาค 6 ซึ่งมีภารกิจด้านการข่าว และการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษในพื้นที่ดังกล่าว ก็ได้รับแจ้งเบาะแสถึงกรณีกลุ่มนายทุนต่างชาตินำเงินมาลงทุนซื้อที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ลาดชันสูง มีการสร้างสิ่งปลูกสร้าง และปรับพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์

จึงรับเรื่องไว้สืบสวน เป็นสำนวนสืบสวนที่ 213/2561 เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจากการสืบสวนพบว่าพื้นที่เกิดเหตุยังมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินป็นหลักฐานแสดงกรรมสิทธิอยู่ โดยบางแปลงเป็นพื้นที่มีความลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์

ซึ่งตามปกติไม่อาจออกเอกสารสิทธิได้ และบางแปลงเป็นการอ้างการครอบครองต่อเนื่อง โดยไม่มีเอก สาร ส.ค.1 และไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน คงมีที่ดินเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยังไม่พบหลักฐานว่าออกโดยขัดหลักเกณฑ์การออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน

นอกจากนั้น จากการลงพื้นที่ยังได้พบกลุ่มบุคคลที่พักอยู่ในบริเวณดังกล่าวมีพฤติการณ์ส่อไปในทางสร้างลัทธิหรือความเชื่อใหม่ๆ โดยใช้ชื่อว่า “ชุมชน ธะธรรมชาติ” ซึ่งดีเอสไอ จะเร่งสืบสวนว่าเป็นความผิดอาญาที่เข้าข่ายตามพ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 หรือไม่ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



กลับขึ้นด้านบน