วิเคราะห์น้ำมันลงแรงมีแนวโน้มสอดคล้องตลาดโลก

วิเคราะห์น้ำมันลงแรงมีแนวโน้มสอดคล้องตลาดโลก

วิเคราะห์น้ำมันลงแรงมีแนวโน้มสอดคล้องตลาดโลก

รูปข่าว : วิเคราะห์น้ำมันลงแรงมีแนวโน้มสอดคล้องตลาดโลก

วันนี้ (25 ธ.ค.) ปั๊มน้ำมันหลายแห่งคึกคัก หลังมีการประกาศลดราคาน้ำมันลิตรละ 1 บาท ส่วนปั๊มน้ำมันอาจขาดทุนเนื่องจากซื้อน้ำมันราคาแพงมาสต็อกไว้ล่วงหน้า ขณะที่การลดลงของราคาน้ำมันในครั้งนี้มีแนวโน้มสอดคล้องกับตลาดโลก

วันนี้ (25 ธ.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลดราคาน้ำมันปกติจะอยู่ที่ 30 40 50 หรือ 60 สตางค์ แต่การลดราคาน้ำมัน 1 บาทถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกใจประชาชน และเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในขาลงมาระยะหนึ่ง ตั้งแต่เดือนกันยายน น้ำมันดิบดูไบลดลงจาก 84 ดอลลาร์ ลงมาเหลือประมาณ 54 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเวลา 4 เดือนที่ราคาน้ำมันลดลงมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไม่โตอย่างที่คิด จนมีความกังวลว่าความต้องการใช้น้ำมันน้อย สวนทางการผลิตที่ทำได้มาก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ผลิตออกมาจนเกินความต้องการ

ส่วนราคาขายปลีกของไทย ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ราคาขายปลีกเบนซิน จากประมาณ 32 บาท ลดลงมาเหลือ 27 บาท ส่วนดีเซล รัฐพยายามตรึงราคาไม่ให้แพงตามช่วงแรก จากนั้นมีแนวโน้มลดลงสอดคล้องกับตลาดโลก ซึ่งราคาของไทยลดลงในจังหวะที่ช้ากว่าและไม่เท่าตลาดโลก เพราะภาครัฐฉวยจังหวะราคาน้ำมันที่ลดลง แบ่งเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันสะสมไว้ ดังนั้นการลดราคาขายปลีกช่วง 4 เดือนจนถึงวันนี้ (25 ธ.ค.) หน้าปั๊ม แก๊สโซฮอล์ 95 ลดจริงรวม 5 บาท เก็บเข้ากองทุนน้ำมัน 1.40 บาท ดีเซล ลดลง 4.60 บาท เก็บเงินเข้ากองทุน 35 สตางค์ จนกองทุนมีเงินตุนไว้ 29,000 ล้านบาท

สถานการณ์ราคาขณะนี้ ทำให้คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) จะลดเก็บเงินกองทุนน้ำมัน 50 สตางค์ลง ขณะเดียวกันน้ำมันขาลงยังมีผลค่าการกลั่นต่ำ ที่ราคาน้ำมันมีค่าการตลาด หรือค่าใช้จ่ายรวมกับกำไรที่อยู่ในระดับสูง จึงขอให้ผู้ค้าน้ำมันลดส่วนนี้ลง 50 สตางค์ จึงเป็น 2 ปัจจัยที่มาผนวกเข้ากับเทศกาลปีใหม่นี้ที่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงลิตรละ 1 บาท

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตหนึ่งจากการประกาศลดราคาน้ำมันครั้งนี้ว่า การประกาศอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดถึงบทบาท กบง.และกระทรวงพลังงาน ว่าสามารถสั่งการให้ผู้ค้าลดราคาขายปลีกได้ ทั้งที่น้ำมันเป็นตลาดเสรี แต่ กบง.และกระทรวงพลังงาน เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแลให้ราคาเป็นธรรมกับผู้บริโภค แต่ไม่ใช่ผู้สั่งให้ขึ้นลงราคา

แต่กรณีของ ปตท. รัฐขอความร่วมมือในฐานะรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกินครึ่ง หากราคาตลาดแพงเกินไป ต้องคอยติดตามทวงถามให้ราคาเหมาะสม โดยไม่ให้มีปัญหากับอุตสาหกรรมน้ำมันรายอื่นด้วย ขณะที่ ปตท.ไม่จำเป็นต้องลดราคาตามทั้งหมดตามที่รัฐสั่งการ แต่ขึ้นอยู่กับค่าการตลาดจริงด้วย

ขณะที่มีการพูดถึงผลที่อาจตามมา คือพฤติกรรมคนใช้น้ำมันจะปรับเปลี่ยน หลายคนที่นั่งรถสาธารณะไฟฟ้า รถเมล์ก็อาจต้องการเอารถที่จอดไว้มาใช้งาน ทำให้มีผลกระทบทันทีคือปั๊มน้ำมันขาดทุน เพราะซื้อน้ำมันแพงมาสต็อกไว้ล่วงหน้า แต่ต้องขายถูกลง 1 บาท

ทั้งนี้ นอกจากการสร้างความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลคุมราคาน้ำมันเอกชนได้แล้ว คำแถลงของรัฐมนตรีพลังงานเมื่อวานนี้ (24 ธ.ค.) ยังถูกตีความว่า รัฐบาลการันตีจะไม่ขึ้นราคาน้ำมันไปนาน 4 เดือน แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงการประเมินปัจจัยต่างๆ ในเวลานี้ที่ทำให้เชื่อว่าน้ำมันจะยังไม่แพงมากนัก

กลับขึ้นด้านบน