นักวิจัยชี้ "ปาบึก" อาจเป็นสัญญาณเตือนฤดูกาลพายุผันแปร

นักวิจัยชี้ "ปาบึก" อาจเป็นสัญญาณเตือนฤดูกาลพายุผันแปร

นักวิจัยชี้ "ปาบึก" อาจเป็นสัญญาณเตือนฤดูกาลพายุผันแปร

รูปข่าว : นักวิจัยชี้ "ปาบึก" อาจเป็นสัญญาณเตือนฤดูกาลพายุผันแปร

นักวิจัยจากศูนย์ภูมิอากาศ เผย "พายุโซนร้อนปาบึก" อาจเป็นสัญญาณเตือนแนวโน้มความผันแปรของฤดูกาลพายุ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา เร่งศึกษาปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาตัวของพายุขึ้นในเดือนมกราคม

วันนี้ (7 ม.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าปรากฏการณ์ของพายุโซนร้อนปาบึกที่พัดเข้าถล่มพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2562 เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่พบพายุเกิดขึ้นในเดือนมกราคม จากปกติที่ฤดูกาลของพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดขึ้นในช่วงปลายปีประมาณตุลาคม-ธันวาคม ซึ่งอาจมองได้ว่าเกิดการเลื่อนของฤดูกาลหรือไม่

ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ นักวิจัยจากศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มองกันว่าฤดูกาลของพายุกำลังเกิดความผันแปรหรือไม่ และมีการข้อสังเกตว่าอาจเป็นผลมาจากความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) หรือไม่ นักวิจัยพยายามค้นหาหลักฐานใหม่ๆ เพื่อยืนยันว่าเกิดจาก climate change จริงหรือไม่ หรือเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น การขยายตัวของอากาศเขตร้อนชื้น (Tropical zone expansion) รวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติขนาดใหญ่อย่างปรากฏการณ์เอลนีโญ/ลานีญา ที่อาจส่งผลทางอ้อมต่อการพัฒนาตัวของพายุหมุนในช่วงนี้

 

เร่งศึกษาปัจจัยหลักอย่างน้อย 6 ปัจจัย

เนื่องจากพายุเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการหมุนวนของกระแสลมที่ศูนย์กลางมีความกดอากาศต่ำมากๆ การค้นหาสาเหตุการก่อตัวของพายุลูกนี้ จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่เป็นสารตั้งต้นการก่อตัวของความกดอากาศต่ำ ปัจจัยที่เอื้อในการพัฒนาตัว เส้นทางการเคลื่อนที่ และระดับความรุนแรง ตลอดจนการสลายตัวของพายุ โดยการศึกษาปัจจัยหลักอย่างน้อย 6 ปัจจัย จะทำให้สามารถประเมินถึงสาเหตุเบื้องต้นการพัฒนาตัวของพายุตัวนี้ได้

1.อุณหภูมิผิวน้ำทะเล ที่จะต้องมีความอุ่นเพียงพอ ในทางทฤษฎีการพัฒนาตัวของพายุหมุนเขตร้อนแหล่งพลังงานที่สำคัญ คืออุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลต้องมีค่าสูงกว่า 26 องศาเซลเซียส และมีระดับความลึกอย่างน้อย 60 เมตร เพื่อรักษาสมดุลของพลังงานให้ยาวนานพอที่จะส่งผ่านความร้อนให้ความกดอากาศต่ำเกิดการพัฒนาตัวจนเป็นพายุหมุนได้

2.กระแสลมเฉือนในแนวตั้งมีค่าต่ำ กระแสลมเฉือนเป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวของลมที่มีเปลี่ยนความเร็วตามความสูง โดยการศึกษากระแสลมเฉือนในแนวตั้ง (vertical wind shear) จะพิจารณาจากความเร็วลมที่แตกต่างกันของลมชั้นบน 2 ระดับ คือที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และที่ระดับความสูงประมาณ 15,000 เมตร จนมีผลทำให้เกิดกระแสลมเคลื่อนที่ในแนวตั้ง บริเวณที่ความกดอากาศต่ำเริ่มก่อตัว กระแสลมเฉือนในแนวตั้งเป็นปริมาณสำคัญที่บอกถึงการรบกวนการพัฒนาตัวจากความกดอากาศต่ำไปเป็นพายุหมุน เมื่อกระแสลมเฉือนในแนวตั้งที่มีค่าต่ำจะมีการรบกวนในระบบพายุน้อย จนทำให้ค่าความร้อนแฝงทั้งหมดถูกใช้ไปในการพัฒนาของพายุหมุนอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ความชื้นจะต้องวิ่งเข้าหาศูนย์กลางพายุอย่างต่อเนื่อง ความชื้นในอากาศเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พายุหมุนมีความแข็งแรงและยังคงสภาพได้นานแม้เกิดการปะทะกับสภาพแวดล้อม เนื่องจากความชื้นเป็นตัวเพิ่มมวลและโมเมนตั้มให้กับพายุหมุนเป็นอย่างดี การประเมินความรุนแรงของพายุหมุนนอกจาก การคำนวณจากความเร็วในการเคลื่อนที่ ความเร็วของการหมุนแล้ว ยังสามารถประเมินความรุนแรงจากโมเมนตั้มได้เช่นกัน ความชื้นที่มีส่วนเสริมความแรงของพายุนับตั้งแต่ความชื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงประมาณ 5,500 เมตร เนื่องจากเป็นระดับที่กระแสอากาศเกิดการไหลวนเข้าสู่ศูนย์การของการหมุนในตัวพายุ

 

ไทยมีแรงโคริออริสสูงกว่า "สิงคโปร์-มาเลเซีย" 


4.ตำแหน่งการก่อตัวของพายุ ปกติแล้วความกดอากาศต่ำที่จะพัฒนาตัวเป็นพายุหมุนเขตร้อนต่อไปได้ ตำแหน่งการเกิดถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุด จากสถิติการเกิดพายุหมุนเขตร้อนในรอบเกือบ 50 ปี แสดงให้เห็นว่า ตำแหน่งการเกิดและการเคลื่อนที่ของพายุหมุนเขตร้อน โดยปกติจะเกิดสูงกว่าละติจูดที่ 5 องศาเหนือ และต่ำกว่าละติจูตที่ 5 องศาใต้ เหตุผลที่สำคัญ คือแรงโคริออริส (Coriolis Force)” ซึ่งเป็นแรงในธรรมชาติเนื่องมาจากอิทธิพลการหมุนรอบตัวเองของโลก แรงโคริออริสจะช่วยเพิ่มการหมุนและการเคลื่อนที่ในขณะที่ความกดอากาศต่ำเริ่มก่อตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เปราะบางมาก เนื่องจากความกดอากาศต่ำที่ไม่เกิดการไหลวน (circulation) จะไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้นาน ยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์จะมีพายุเคลื่อนตัวผ่านน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศไทย เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งที่ผลจากแรงโคริออริสมีค่าน้อยมาก (ที่ตำแหน่งเส้นศูนย์สูตรอิทธิพลจากแรงโคริออริสมีค่าเป็นศูนย์)

5.ความต่างของพลังงานในระบบของพายุกับพลังงานภายนอกจากสิ่งแวดล้อม การไหลและถ่ายโอนความร้อนแฝง (Latent heat flux) ภายในหย่อมความกดอากาศต่ำจะทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพในชั้นบรรยากาศ กระบวนการไหลวนและยกตัวของอากาศจะพัฒนาตัวขึ้นอย่างรุนแรงจนกลายเป็นพายุหมุน พลังงานความร้อนจะทำให้การไหลเข้าและไหลออกของอากาศพัฒนาความรุนแรงมากขึ้น ความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุจะมีค่าลดลงรวดเร็วจนทำให้เกิดความแตกต่างของความกดอากาศในพายุและบริเวณโดยรอบอย่างมาก และส่งผลทำให้การแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างบริเวณทั้งสองมีความรุนแรงมาก

6.ปัจจัยลมระดับบน พายุหมุนที่มีความรุนแรงถูกประเมินจากความเร็วของการไหลวนและการลดลงของความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุ พายุหมุนที่มีความรุนแรงค่าความกดอากาศภายในจะลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ในระบบพายุมวลอากาศจะไหลเข้าหาศูนย์กลางจากลมระดับล่างจนถึงระดับความสูงประมาณ 5,500 เมตร และอากาศจะไหลออกที่ระดับความสูงประมาณ 12,000 เมตร ในพายุหมุนที่มีความรุนแรงมากๆ ค่าความกดอากาศที่ศูนย์กลางจะมีค่าต่ำ ดังนั้น ปัจจัยของลมชั้นบนที่ระดับความสูง 12,000 เมตร ที่มีความแรงมากๆ มีส่วนช่วยทำให้ความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเกิดการไหลออกของอากาศอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

กรมอุตุฯ เร่งศึกษา-เทียบเคียงพายุในอดีต รู้ผลอีก 3 สัปดาห์

“โดยขณะนี้ทางศูนย์ภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เร่งศึกษาปัจจัยหลักที่สำคัญดังกล่าว และนำมาพิจารณาเทียบเคียงกับพายุหมุนเขตร้อนที่เคยเกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเคยส่งผลกระทบกับประเทศไทยมาแล้วในอดีต เช่น พายุโซนร้อนแฮเรียต พายุไต้ฝุ่นเกย์ และพายุไต้ฝุ่นลินดา โดยการวิเคราะห์ถึงเงื่อนไขและปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้พายุหมุนเขตร้อนเกิดการพัฒนาตัวและเส้นทางการเคลื่อนตัว เพื่อช่วยในการปรับปรุงการคาดการณ์พายุหมุนเขตร้อน ซึ่งในปัจจุบันยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ และเพื่อประโยชน์ในการเตรียมการรับมือและเตือนภัยอย่างทันท่วงทีสำหรับการเกิดพายุที่นับวันจะยากต่อการคาดการณ์ขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าจะรู้ผลได้ในอีก 3 สัปดาห์”

ดร.ชลัมภ์ กล่าวถึงการที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในขณะนี้ อาจส่งผลต่อการพัฒนาตัวของพายุโซนร้อนปาบึกด้วยหรือไม่นั้นว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ผ่านมาได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์เอลนิโญ่/ลานินญ่าและการพัฒนาตัวของพายุหมุน โดยพบว่าเอลนิโญ่/ลานินญ่ากำลังอ่อนหรือที่อยู่ในสภาวะเป็นกลางเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่เอื้อให้การพัฒนาตัวของพายุหมุนเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาวะดังกล่าวจะส่งผลรบกวนในระบบพายุน้อยมาก จนทำให้พายุหมุนที่กำลังเริ่มพัฒนาตัวสามารถรักษาเสถียรภาพการหมุนได้ยาวนานพอที่จะเริ่มสะสมพลังงานได้ด้วยตัวเอง

สำหรับปรากฏการณ์เอลนิโญ่/ลานินญ่า เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก จนทำให้เกิดการไหลวนของกระแสอากาศในแนวตั้งตลอดแนวเส้นศูนย์สูตรที่เรียกว่าการไหลวนแบบวอล์กเกอร์ (Walker circulation) ในปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่/ลานินญ่ารุนแรง การไหลวนแบบวอล์กเกอร์จะมีความรุนแรงมากและส่งผลให้กระแสลมชั้นบนเกิดความผิดปกติ จึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการยับยั้งการพัฒนาตัวของพายุหมุนได้

 

 

กลับขึ้นด้านบน