ปรับเกณฑ์คนจน ! คลังเตรียมเสนอคิดรายได้แบบครัวเรือน

ปรับเกณฑ์คนจน ! คลังเตรียมเสนอคิดรายได้แบบครัวเรือน

ปรับเกณฑ์คนจน ! คลังเตรียมเสนอคิดรายได้แบบครัวเรือน

รูปข่าว : ปรับเกณฑ์คนจน ! คลังเตรียมเสนอคิดรายได้แบบครัวเรือน

กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ ครม.ปรับหลักเกณฑ์ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ โดยเสนอคิดให้จากรายได้ทั้งครอบครัว แทนการคิดรายได้แบบส่วนบุคคล เพื่อปิดช่องโหว่ป้องกันผู้ที่ไม่เดือดร้อนจริงเข้ามาลงทะเบียน สศค.ชี้พ้นเส้นความยากจนแล้ว 1 ล้านคน

วันนี้ (17 ม.ค.2562) นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สศค.กำลังพิจารณาปรับหลักเกณฑ์การเปิดลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยพิจารณารายได้เป็นรายครัวเรือน แทนพิจารณารายได้เป็นรายบุคคล เพื่อทำให้เกิดความรัดกุมป้องกันผู้ไม่ได้ยากจนเข้ามาลงทะเบียน โดยจะประกาศหลักเกณฑ์เป็นทางการอีกครั้ง และเสนอให้ครม.พิจารณารับทราบ

นายลวรณ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะต้องรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอีกครั้งว่าจะมีนโยบายอย่างไรด้วย แต่ สศค.จะเสนอให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การสมัครบ้าง เพื่อปิดช่องโหว่คนรวย หรือป้องกันไม่ให้คนที่ไม่เดือดร้อนจริงเข้ามาสมัคร โดยกฎเกณฑ์ใหม่จะนำรายได้ของทั้งครอบครัวมาเป็นตัวชี้วัดแทนซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดช่องโหว่ได้เยอะขึ้น

 

 

พ้นความยากจน 1 ล้านคน


นายลวรณ กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลัง ได้รายงานความคืบหน้าของมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ ครม.รับทราบ โดยในปีที่แล้วมีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าร่วมมาตรการฝึกอาชีพ 4.1 ล้านคน ซึ่งจากการดำเนินการพบว่าได้ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเกิน 30,000 บาทต่อปี จนพ้นจากเส้นความยากจนได้แล้ว 1 ล้านคน และยังทำให้มีผู้มีรายได้มากกว่า 1 แสนบาทต่อปี มากกว่า 115,116 คน

ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าวกระทรวงการคลังได้ขยายการดำเนินมาตรการออกไปอีก 6 เดือน คือตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย.นี้ โดยจะเติมเงินรายเดือนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์  ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีจะได้รับเงิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน และผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทจะได้รับเงิน 100 บาทต่อคนต่อเดือน

ทั้งนี้งบที่ใช้ทำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจนถึงขณะนี้ใช้วงเงินไปแล้วรวมกว่า 120,000 ล้านบาท แยกเป็นการลงทะเบียนระยะแรก 41,900 ล้านบาท บัตรสวัสดิการระยะที่ 2 อีก 35,600 ล้านบาท มาตรการของขวัญปีใหม่อีก 38,700 ล้านบาท และมาตรการขยายโครงการ 6 เดือนอีกกว่า 4,370 ล้านบาท

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปรับบัตรสวัสดิการรัฐกดเงินสดผ่าน ATM ได้

 

 

กลับขึ้นด้านบน