มรดกธรรมหลวงพ่อคูณ ชนะกิเลสผ่านพิธี “ฆ่านกหัสดีลิงค์”

มรดกธรรมหลวงพ่อคูณ ชนะกิเลสผ่านพิธี “ฆ่านกหัสดีลิงค์”

มรดกธรรมหลวงพ่อคูณ ชนะกิเลสผ่านพิธี “ฆ่านกหัสดีลิงค์”

รูปข่าว : มรดกธรรมหลวงพ่อคูณ ชนะกิเลสผ่านพิธี “ฆ่านกหัสดีลิงค์”

พระครูสีลสาราภรณ์ ตีความพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ ตามคติธรรมทางศาสนา เปรียบศรของนางสีดาคือคำสอนของพระพุทธเจ้าในการชนะกิเลส การฆ่านกหัสดีลิงค์ในพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ จึงเปรียบให้เห็นว่าหลวงพ่อคูณปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน สามารถระงับจากกิเลสที่มากระทบได้

ในพิธีพระราชทานเพลิงศพพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ จะมีพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ ตามความเชื่อว่านกหัสดีลิงค์จะนำดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่สรวงสวรรค์ 

นายยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ นายช่างเมรุนกหัสดีลิงค์พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เล่าเรื่องราวการตายที่สัมพันธ์กับประเพณีของคนอีสานไว้ว่า

ณ อุตตรกุรุทวีป 1 ใน 4 ทวีปรอบเขาสิเนรุ ดินแดนอุดมคติของมนุษย์ตามคติไตรภูมิ มนุษย์ในทวีปนั้น มีหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม คนทั้งหลายอาศัยอยู่ในทวีปนั้นมาก มีความเป็นอยู่ดีกว่าคนในทวีปอื่น เพราะบุญของเขา เพราะเขารักษาศีล มีอายุได้ 1,000 ปี จึงตาย

เมื่อชาวอุตตรกุรุทวีปตาย ก็มิได้มีความทุกข์โศกเสียใจร้องไห้ถึงกันเลย พวกเขาจะเอาศพนั่น อาบน้ำ ตกแต่งตัว ทากระแจะจันทน์น้ำมันหอม นุ่งห่มผ้าให้ประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง แล้วจึงเอาไปวางไว้ในที่แจ้ง จะมีนกชนิดหนึ่ง ซึ่งบินทั่วไปในแผ่นดินอุตตรกุรุทวีป มาคาบเอาศพไปยังรังนก เพื่อมิให้สกปรกรกแผ่นดิน

นกนั้นบางทีก็คาบเอาไปทิ้งไว้ในแผ่นดินอื่น หรือทิ้งที่ฝั่งทะเลหรือชมพูทวีป และคนทั้งหลายในอุตตรกุรุทวีป เมื่อตายไปแล้วย่อมไม่ไปเกิดในจตุราบายทั้ง 4 คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานนั้นเลย แต่พวกเขาจะไปเกิดในที่ดี คือ สวรรค์ชั้นฟ้า เพราะว่าพวกเขาทั้งหลายเป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีล 5 ตลอดเวลา เครื่องหมายคุณความดีของคนเหล่านั้นก็ยังปรากฏอยู่ไม่มีที่สิ้นสุดบริบูรณ์ตราบจนบัดนี้

เมรุนกหัสดีลิงค์ อาชญาท่านธรรมบาล (ผุย ธมฺมปาโล) หลักคำเมืองอุบลราชธานี วัดมณีวนาราม วัดป่าน้อย พ.ศ.๒๔๖๔

เมรุนกหัสดีลิงค์ อาชญาท่านธรรมบาล (ผุย ธมฺมปาโล) หลักคำเมืองอุบลราชธานี วัดมณีวนาราม วัดป่าน้อย พ.ศ.๒๔๖๔

 

พิธีปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์ของชาวอีสาน

"พิธีปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์" ก่อนทำการเผา ของคนอีสานที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา มีคำบอกเล่าที่เป็นมุขปาฐะอ้างว่า เป็นคติการปลงศพของเจ้าเมือง ซึ่งหาต้นเค้าความเชื่อมโยงได้ยาก เพราะเมื่อสืบค้นในตำนาน พงศาวดาร ของเมืองต่าง ๆ ที่มีพิธีปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์ กลับไม่ปรากฏหลักฐานเก่าแก่ที่หนักแน่นน่าเชื่อถือ แต่คติการปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์ กลับสอดคล้องกับเรื่องราวของพิธีศพของชาวอุตตรกุรุทวีปนั่นคือ นกส่งวิญญาณ 

มุขปาฐะเรื่องฆ่านกหัสดีลิงค์ มีหลายตำนาน ตำนานหนึ่งเล่าว่า นกหัสดีลิงค์บินมาจับคนที่ทุ่งหลวง ทุ่งปาง เมืองสุวรรณภูมิ เจ้าเมืองจึงให้ไปสืบ หาผู้มีฝีมือในการฆ่านกหัสดีลิงค์ จนไปถึงเมืองตักศิลา เจ้าเมืองตักศิลาได้มอบศรให้เจ้านางสีดา ผู้เป็นราชธิดา เจ้านางสีดาได้แผลงศพฆ่านกถึงแก่ความตาย เจ้าเมืองสุวรรณภูมิจึงเผานกนั้น และเกิดเป็นธรรมเนียมว่าเมื่อเจ้านายสิ้นชีวิต ให้สร้างเมรุรูปนกหัสดีลิงค์เพื่อถวายพระเพลิง

ส่วนตำนานฝ่ายจำปาศักดิ์ กล่าวว่า ในระหว่างพิธีศพเจ้าเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้าหรือตักศิลา มีนกหัสดีลิงค์บินมาแย่งพระศพไป จึงมีเจ้านางสีดาบุตรีมหาราชครู นางมีฝีมือในการยิงธนู ได้ตามไปยิงธนูฆ่านกหัสดีลิงค์ตาย ชาวเมืองจึงได้ถวายพระเพลิงพร้อมกับซากนกหัสดีลิงค์นั้น จึงเป็นธรรมเนียมของเจ้านายเมืองอุบลราชธานีสืบแต่นั้นมา

 

เมรุนกหัสดีลิงค์ พระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เจ้าคณะใหญ่เมืองอุบลราชธานี พ.ศ.๒๔๔๖ ในบทความของ ดร.ฌอง บร็องก์

เมรุนกหัสดีลิงค์ พระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เจ้าคณะใหญ่เมืองอุบลราชธานี พ.ศ.๒๔๔๖ ในบทความของ ดร.ฌอง บร็องก์

 

ขณะที่บทความของ ดร.ฌอง บร็องก์ ในปี พ.ศ.2447 สรุปความได้ว่า นางสุชาดามเหสีของพระอินทร์ ได้ลงมาจุติเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์เมืองตักศิลา ชื่อ “สีดา” เพื่อปราบนกหัสดีลิงค์ที่กำลังเข้ามาเข่นฆ่ามนุษย์และสัตว์โลก พระราชธิดาสีดาอาสาไปสังหารนกหัสดีลิงค์ พระอินทร์จึงลงมาประทานคันศรและลูกธนู พร้อมอวยพรให้นางมีชัยชนะ นางสีดาได้ยิงศรไปปักอกนกหัสดีลิงค์ร่วงตกลงมาตาย กษัตริย์ตักศิลาจึงยกเมืองให้พระราชธิดาสีดาครอบครอง พระนางครองเมืองได้ 2 ปี จึงเสด็จกลับไปเป็นมเหสีพระอินทร์บนสวรรค์

ทั้งนี้ เรื่องราวทั้ง 3 เรื่อง แม้จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่มีสาระสำคัญที่สอดคล้องกันคือ

นกหัสดีลิงค์เข้ามาสร้างความเดือดร้อน ผู้ฆ่านกหัสดีลิงค์เป็นหญิง ชื่อ “สีดา” ฆ่านกหัสดีลิงค์โดยใช้ลูกศรยิง

 

“อินทรี” อักษรไทน้อยบนผ้าผะเหวดโบราณ วัดเกษม สีมา อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

“อินทรี” อักษรไทน้อยบนผ้าผะเหวดโบราณ วัดเกษม สีมา อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี


นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า ในหมู่ช่างจะเรียกชื่อนกหัสดีลิงค์ ว่า “นกอินทรี” เพราะนกหัสดีลิงค์ สามารถขยับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเปรียบเหมือน “อินทรีย์” คือร่างกายของเราที่ย่อมหวั่นไหว

การฆ่านกหัสดีลิงค์ จึงถูกตีความเป็นคติธรรมทางศาสนา โดยพระครูสีลสาราภรณ์ (หลวงปู่สมสิทธิ์ รักขิตสีโล) ว่าเมื่อเจ้านางสีดาฆ่านกอินทรีให้ตายด้วย “ศร” ซึ่งเปรียบเหมือนการใช้ “คำสอน” ของพระพุทธเจ้าไปประหารกิเลส การฆ่านกอินทรีจึงเปรียบเทียบกับการที่พระมหาเถระ ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนจนสามารถสงบระงับจากกิเลสที่มากระทบนั่นเอง

การสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์ หรือเมรุนกอินทรี จึงนิยมสร้างถวายแก่พระมหาเถระที่เป็นพระสุปฏิปันโน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพราะเป็นเรื่องที่แฝงด้วยปริศนาธรรมเกี่ยวกับการเอาชนะกิเลส

พิธีปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์ครั้งนี้ เป็นการสอนมรดกธรรมชิ้นสุดท้ายว่ามนุษย์ต้องตัดกิเลสให้ได้ ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อฆ่านกแล้วต้องเผา มันคือหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เส้นทางชีวิตสู่ทางธรรม "หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ"

9 คำสอน 10 คำคมของ "หลวงพ่อคูณ"

พิธีพระราชทานเพลิงศพ-ลอยอังคาร "หลวงพ่อคูณ" 29-30 ม.ค.นี้

แรงศรัทธา "หลวงพ่อคูณ" ยอดบริจาคร่างเป็นครูใหญ่เพิ่ม 3 เท่า

 

 

กลับขึ้นด้านบน