"เพื่อไทย"ปราศรัยใหญ่ ชู 5 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

"เพื่อไทย"ปราศรัยใหญ่ ชู 5 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

"เพื่อไทย"ปราศรัยใหญ่ ชู 5 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

รูปข่าว : "เพื่อไทย"ปราศรัยใหญ่ ชู 5 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

พรรคเพื่อไทยปราศรัยใหญ่ลานคนเมืองคนแน่น 3 แคนดิเดตนายกฯและแกนนำพรรคมาครบ ชู 5 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หวังได้คะแนนเสียงท่วมท้นจัดตั้งรัฐบาล

วันนี้ (15 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.พรรคเพื่อไทยเปิดปราศรัยใหญ่ ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร มีประชาชนมาร่วมฟังคำปราศรัยเป็นจำนวนมากเต็มพื้นที่ลานคนเมือง

 

ทั้งนี้ มีแกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางเข้าร่วมเวทีปราศรัยจำนวนมาก ทั้งนายวิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายโภคิน พลกุล นายปลอดประสพ สุรัสวดี นายนพดล ปัทมะ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รวมถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้สมัคร ส.ส.ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดจำนวนมาก เนื่องจากเป้ฯการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคเพื่อไทย

 

ขณะที่ ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยมาร่วมเวทีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นนายชัยเกษม นิติสิริ นายชัชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

 

 

 

เน้น 5 มาตรการ แก้เศรษฐกิจ


คุณหญิงสุดารัตน์ ขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพราะมีความหวังว่าจะเลือกตั้งแต่อ่อนล้าจากสภาพเศรษฐกิจและคือเหตุผลว่า พรรคเพื่อไทยต้องอาสามาพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้สำเร็จโดยเร่งสร้างรายได้ให้ประชาชน โดยเน้นมาตรการ 5 ด้านในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ 1.การปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ ให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก 2.เร่งเติมเงินทุนให้พี่น้องประชาชน โดยขยายแหล่งทุนให้รวดเร็วโดยตั้งธนาคารพัฒนารายได้ทุกจังหวัด


3.สร้างพื้นที่การค้าขาย โดยนำสินค้าไทยไปบุกตลาดโลก 4.ขจัดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ โดยลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบธุกิจ 5.ลดภาษีรวมถึงการพักชำระหนี้เกษตกร 3 ปี ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นร้อยละ 30 ในระยะเวลา 6 เดือน

นอกจากนี้ เตรียมพัฒนากรุงเทพฯให้เป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลกโดยตั้งเป้า 2 ปี เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเป็น 50 ล้านคนและจะมีเงินสะพัดแตะ 3 ล้านล้านบาท พร้อมยกระดับฟู้ดสตรีทเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และสร้างศูนย์พัฒนาเถ้าแก่ใหม่ โดยนำงบประมาณกระทรวงกลาโหมมาดำเนินการ

พร้อมกับยกเลิกเกณฑ์ทหาร ยังมีโครงการ "บัตรทองสตาร์ทอัพ" ให้สิทธิพิเศษ แก่ผู้ประกอบรายเล็กนอกอีซีซี รวมถึงนำโครงการบัตร 30 บาทยุคใหม่ "ยาดี รักษาดี ไม่ต้องรอคิว"  และจะคืนอากาศดีให้คนกรุงเทพฯภายใน 3 ปี และภายใน 4 ปีหากได้เป็นรัฐบาลจะเปลี่ยนรถเมล์ทั้งหมดเป็นรถเมล์ไฟฟ้า 

"ในยุครัฐบาลปัจจุบันระยะเวลา 4 ปี 9 เดือนใช้งบประมาณ 14.4 ล้านล้านบาท มากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต แต่หนี้สินครัวเรือน และหนี้สินเกษตกรเพิ่มขึ้น หมดเวลารถถัง ได้เวลาฟื้นเศรษฐกิจแล้ว"

 

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทยให้มีคะแนนเสียงท่วมท้นมากกว่า 375 เสียงเพื่อที่จะได้เป็นรัฐบาลในการบริหารแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชน

 

“ชัชชาติ” เล็งแก้เศรษฐกิจ 3 ด้าน


นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ประชาชนเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจถือว่าเป็นโจทย์หลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ สำคัญพอๆ กับประชาธิปไตย 

 

 

นายชัชชาติ กล่าวว่า หลายโครงการที่พรรคเพื่อไทยได้คิดไว้ ได้ถูกนำมาดำเนินการในปัจจุบัน ทั้งหมดนี่คือวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทย ขณะนี้เราเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจไทยมี 3 ประการคือ “แข็งบนอ่อนล่าง แข็งนอกอ่อนใน และแต่ก่อนเราแข็งกว่านี้”

1.แข็งบนอ่อนล่าง คือ เรามีความเหลื่อมล้ำสูง ปัญหาคือที่ผ่านมามีการดูแลระดับบนแต่ระดับกลางและล่างยังน้อย 2.“แข็งนอกอ่อนใน” เศรษฐกิจภาคการส่งออกแข็งแรงแต่เศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ และ 3.“แต่ก่อนเราแข็ง” คือ เมื่อก่อนเราเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนแต่ขณะนี้เงินลงทุนของเราไหลออก หัวใจสำคัญ คือการพัฒนาเศรฐกิจภายในประเทศให้แข็งแรงขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มพลังในประเทศ

นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาแบรนด์สินค้าของไทย เพิ่มความเท่าเทียมในการเดินทาง ขยายเส้นทางรถไฟ สนามบิน เปลี่ยนกรุงเทพฯเป็นเมืองน่าเที่ยวให้เป็นเมืองน่าอยู่

นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตวาระแห่งชาติจะต้องมีอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ แก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เพราะการทุจริตกัดกร่อนประเทศไทย 2.คุณภาพของชีวิตต้องดีขึ้น ต้องไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นกรณีของฝุ่น PM 2.5

 

เล็งรื้อกฎหมายยุค คสช. – ปฏิรูปกองทัพ


นายชัยเกษม นิติสิริ ผู้ถูกเสนอรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า ระบุว่า กฎหมายที่ออกมาระหว่าง คสช.เป็นกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม ต้องทำการสำรวจครั้งใหญ่ว่ากฎหมายฉบับใดที่ออกมาในยุคนี้ที่ไม่เป็นธรรมและแก้ไข

 

 

นอกจากนี้ ยังต้องมีกฎหมาย คือ 1.การ“ปฏิรูปกองทัพ” ที่ต้องปฏิรูปให้ได้ โดยเฉพาะการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร โดยให้เป็นความสมัครใจและให้สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการแก้ไขเพื่อความเป็นธรรม และสิทธิในการเข้ารับราชการในชั้นนายประทวนและสัญญาบัตร 2.การลดจำนวนนายพลในกองทัพ ที่มีจำนวนมากเกินไป

 

เล็งตั้ง “กองทุนตลาดชุมชน” ช่วยพ่อค้า


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบแบ่งเขต กรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจัดเตรียมนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและเพิ่มช่องทางในการค้าขายให้กับประชาชนโดยใช้เทคโนโลยี ด้วยนโยบายที่จะดำเนินการทันที “กองทุนตลาดชุมชน” โดยเป็นกองทุนให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงกองทุนและหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มช่องทางในการค้าขาย

นอกจากนี้ ยังมีแผนในการแก้ไขปัญหาจราจรโดยใช้เทคโนโลยีในการลดเวลาในการเดินทาง โดยการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานรัฐและเอกชนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชน และการแก้ไขปัญหาการไม่เคารพกฎจราจร และไม่มีวินัยในการจราจรโดยใช้ระบบ “ตำรวจอิเล็กทรอนิกส์” ในการตรวจตรา ดูแลการกระทำผิดวินัยจราจรโดยส่งใบสั่งและแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือ

15 ปีเรียนฟรี ต้องฟรีจริง

ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาโดยเตรียมแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา 3 ด้าน 1.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสทางการศึกษา 2.ยกระดับการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล และ 3.ปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณให้คุ้มค่า

นโยบายที่ 1 คือ “15 ปีเรียนฟรีต้องฟรีจริง” นโยบายที่ 2.เพิ่มเงินกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา และ 3.นโยบาย 8 ปี ชี้ทางชีวิต ยกระดับศูนย์เด็กอ่อนทั่วประเทศ 4.ช่วยผู้กู้เงินกยศ.โดยปลดผู้ค้ำประกัน ลดดอกเบี้ย ลดเบี้ยปรับ 5.หลักสูตรโรงเรียนออนไลน์ 6.เลิกท่องจำคิดก้าวล้ำสร้างสรรค์ 7.เด็กไทย 3 ภาษา

ขณะที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ชูสร้างรายได้ภาคการเกษตรและภาคการผลิต ด้วยนโยบาย “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส”


ย้ำทุกเสียงสำคัญ

 

 

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ ส.ว.จำนวน 250 คน ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.ทำให้ คสช.มีเสียงของ ส.ว.จำนวน 250 เสียงอยู่ในกำมือ โดยครั้งนี้ให้ ส.ว.มาร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ซึ่งหากได้เสียงสนับสนุน 376 เสียงจาก 750 เสียง จึงจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ถ้าจะทำให้รัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาไม่ทำงานต้องเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งหมด ทุกเสียงมีความหมาย เพราะทุกคะแนนเสียงจะถูกนำไปคำนวณจำนวน ส.ส.ทำคะแนนเสียงจึงมีความสำคัญ



กลับขึ้นด้านบน