ชายปีนเสาประท้วงเงินหายจากบัญชีธนาคารกว่า 8 ล้าน

ชายปีนเสาประท้วงเงินหายจากบัญชีธนาคารกว่า 8 ล้าน

ชายปีนเสาประท้วงเงินหายจากบัญชีธนาคารกว่า 8 ล้าน

รูปข่าว : ชายปีนเสาประท้วงเงินหายจากบัญชีธนาคารกว่า 8 ล้าน

เกิดเหตุชายปีนเสาส่งสัญญาณ เพื่อปิดป้ายประกาศกรณีสูญเงินจากบัญชีมากกว่า 8 ล้านบาท อ้างถูกเพื่อนปลอมลายเซ็น โดยต่อสู้ขอเงินคืนจากธนาคารมากว่า 10 ปี ไม่เป็นผล

วันนี้ (21 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุชายปีนขึ้นเสาส่งสัญญาณ บริเวณเลียบทางด่วน งามวงศ์วาน ย่านซอยด้วงมณี ซึ่งทราบชื่อภายหลัง คือนายเอกวิชญ์ เกษเจริญ นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่เคยเรียกร้องกับธนาคารแห่งหนึ่ง เมื่อช่วงปลายปี 2551 โดยอ้างว่าถูกเพื่อนสนิทปลอมลายมือชื่อ ใบมอบฉันทะ ไปถอนเงินจากธนาคาร สาขาปากน้ำโพใน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 8,377,371 บาท ซึ่งในครั้งนี้ได้นำป้ายข้อความระบุจำนวนเงินที่สูญไป ขึ้นไปแขวนยึดติดกับเสาส่งสัญญาณ เพื่อเป็นการเรียกร้องต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมกับถ่ายทอดสดผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ตลอดเวลาที่อยู่บนเสาส่งสัญญาณ

 

 

ทั้งนี้่ นายเอกวิชญ์ อยู่บนเสาส่งสัญญาณประมาณ 3 ชั่วโมง ตำรวจภูธรนนทบุรี เข้าตรวจสอบเหตุและขอให้ลงมาด้านล่าง โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปช่วยปลดล็อกอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย พร้อมกับปลดป้ายข้อความให้ ก่อนจะลงมาด้านล่างด้วยความปลอดภัย

นายเอกวิชญ์ เปิดเผยหลังลงมาถึงด้านล่างว่า คดีการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นกับธนาคารนั้น ศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ยกฟ้อง ซึ่งยอมรับและเคารพคำตัดสินศาล แต่การเรียกร้องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ต้องการให้ธนาคารรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการตรวจสอบเอกสาร ข้อมูล ประกอบการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้า โดยเฉพาะการตรวจสอบการทำหน้าที่ของพนักงานธนาคาร ผู้ดำเนินธุรกรรม อีกทั้งก่อนหน้านี้ พฐ.ยืนยันผลตรวจแล้วว่าเป็นลายเซ็นปลอม และธนาคารเองยังไม่ได้ให้คำชี้แจงในกรณีนี้ว่าจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นกระบวนการร่วมกันฉ้อโกงหรือไม่ เนื่องจากเพื่อนสนิทผู้ปลอมลายมือชื่อขอเบิกเงินออกไป เพื่อโอนใช้หนี้ธนาคารเดียวกันนั้นเอง

 

 

สำหรับกรณีนี้ นายเอกวิชญ์ ฟ้องร้องธนาคารต่อศาล ซึ่งศาลขั้นต้นมีคำตัดสินเมื่อปี 2560 ยกฟ้อง และศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินปี 2561 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และนายเอกวิชญ์ ยื่นฎีกาสู้คดีต่อ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

 

 

กลับขึ้นด้านบน