ชี้แผ่นดินไหว "ลำปาง" สัญญาณอันตราย แนะเพิ่มงบฯเสริมแกร่งอาคาร

ชี้แผ่นดินไหว "ลำปาง" สัญญาณอันตราย แนะเพิ่มงบฯเสริมแกร่งอาคาร

ชี้แผ่นดินไหว "ลำปาง" สัญญาณอันตราย แนะเพิ่มงบฯเสริมแกร่งอาคาร

รูปข่าว : ชี้แผ่นดินไหว "ลำปาง" สัญญาณอันตราย แนะเพิ่มงบฯเสริมแกร่งอาคาร

นักวิจัยแผ่นดินไหว สกว.สำรวจความเสียหายพบมีทั้งระดับเหลือง - แดง ขณะที่ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าทีมฯ ชี้ "ภาคเหนือ" มีความเสี่ยงทั้งหมด เพราะมีรอยเลื่อนฝังตัวใต้เปลือกโลกที่อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้ทุกที่ แนะเพิ่มงบประมาณเสริมความแข็งแกร่งอาคารต้าน

วันนี้ (21 ก.พ.62) หลังเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 20 ก.พ.62 ที่ผ่านมา พบว่ามีความเสียหายของอาคารบ้านเรือนประชาชนใน ต.ทุ่งฮั้ว และเจดีย์วัดพระเกิดที่ยอดฉัตรเอียง นอกจากนี้ยังพบความเสียหายใน ต.วังแก้ว ต.วังซ้าย และ ต.วังเหนือ

 

 

ล่าสุด ผศ.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ หัวหน้าโครงการปรับปรุงแผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหวประเทศไทยแบบบูรณาการข้อมูล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในบริเวณทั้งหมดในหมู่ที่ 11 ต.ทุ่งฮั้ว

เบื้องต้นพบว่า อาคารองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งฮั้ว ได้รับความเสียหายในส่วนกำแพงเท่านั้น ส่วนโครงสร้างหลักอย่างเสาและคานไม่ได้รับเสียหายใด ๆ ขณะที่อาคารบ้านเรือนของชาวบ้านในละแวก ต.ทุ่งฮั้ว พบว่า มีบ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 หลังได้รับความเสียหายที่บริเวณเสาอยู่ในระดับสีเหลือง

 

  

ส่วนอาคารทั่วไปมีเสาเสียหายจนเห็นเหล็กภายในและอยู่ในระดับสีแดง 1 หลัง ทั้งนี้อาจจะต้องให้ช่างกะเทาะเสาดูว่า คอนกรีตได้รับความเสียหายหรือไม่แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่มาก

ภาพรวมทั่วไปแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก แต่ประชาชนก็ควรอยู่นอกอาคารสักระยะหนึ่ง เพราะไม่ทราบว่าอาคารผนังจะเสียหายถึงขั้นถล่มลงมาหรือไม่หากเกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรง ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้แต่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นถี่ในช่วงนี้

ทั้งนี้ นักวิจัยได้รายงานผลการสำรวจความเสียหายต่อ นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายแล้ว พร้อมสั่งการให้ทีมโยธาธิการจังหวัดลำปางและวิศวกรรมอาสา สำรวจให้ครบถ้วนเพิ่มเติม รวมถึงสั่งการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังด้วย

 

 

ด้าน ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ นักวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สกว. จากภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า การเกิดอาฟเตอร์ช็อกถี่ ๆ เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากรอยเลื่อนพะเยา ซึ่งเป็นหนึ่งในรอยเลื่อนมีพลังของไทย จึงตอบไม่ได้ว่าจะเกิดอีกกี่ครั้งและรุนแรงเท่าใด จะมีขนาดใหญ่กว่า 4.9 หรือไม่ หรือพลังงานจะลดลงเรื่อย ๆ

ดังนั้นประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ จึงควรจะต้องมีความตื่นตัวและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อใด ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ก็ไม่ควรจะตื่นตระหนกกันมากนัก

แผ่นดินไหวครั้งนี้แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็สร้างความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนหลายแห่ง สะท้อนได้ว่าโครงสร้างอาคารบ้านเรือนยังไม่ได้รับการเสริมแรงต้านทานแผ่นดินไหวมากนัก จึงเป็นประเด็นทางสังคมที่จะต้องมาต่อยอดขบคิดกันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือให้มากกว่านี้

ขณะที่ ศ.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย สกว. จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระบุว่าโดยหลักวิชาการแล้วแผ่นดินไหวขนาด 4.9 ถือว่าเริ่มเข้าสู่อันตรายเนื่องจากใกล้เคียงกับขนาด 5.0 ที่ถือว่าอันตรายและขนาด 6 ขึ้นไปถือว่าอันตรายมาก


ส่วนสาเหตุที่คาดว่าเกิดจากรอยเลื่อนพะเยานั้น ศ.เป็นหนึ่ง คิดว่าเป็นความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่ที่มักเชื่อมโยงแผ่นดินไหวกับรอยเลื่อนต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ของกรมทรัพยากรธรณี

แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีรอยเลื่อนอีกเป็นจำนวนมากที่ฝังตัวอยู่ใต้เปลือกโลกกระจายอยู่ในหลายพื้นที่หลายตำแหน่ง แผ่นดินไหวครั้งนี้จึงอาจเกิดนอกแนวรอยเลื่อนที่รู้จักก็เป็นได้

เราอาจจะห่วงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีรอยเลื่อน แต่สำหรับผมแล้วเป็นห่วงทั้งภาคเหนือ เพราะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา ดังที่เคยเกิดขนาด 6.3 ที่ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2557 การเกิดที่ จ.ลำปาง จึงทำให้เราตระหนักได้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดในพื้นที่ใดก็ได้ไม่ใช่แค่ที่ จ.เชียงราย

ศ.เป็นหนึ่ง กล่าวว่า สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือเราต้องทำให้ประชาชนตระหนักและใส่ใจว่าตนมีความเสี่ยงเพียงใด ประการต่อมาคือการเสริมกำลังอาคารบ้านเรือนให้ต้านทานแผ่นดินไหว ด้วยการเสริมก้านเหล็กพิเศษหรือพอกเสาให้ใหญ่ขึ้น

ขณะนี้ทีมวิจัยได้ทดลองเสริมกำลังให้กับอาคารเรียนไปแล้ว 4 หลัง และจะดำเนินการเพิ่มอีก 4 หลัง รัฐบาลควรดำเนินการเพิ่มให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเสริมกำลังประมาณร้อยละ 15 ของงบประมาณการก่อสร้างซึ่งจะช่วยให้ได้อาคารที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงเมื่ออาคารเสียหายก็ทุบอาคารทิ้งแล้วสร้างใหม่ โดยอาคารที่อ่อนแอและน่าเป็นห่วงที่สุดคือ โรงพยาบาลและโรงเรียน โดยเฉพาะอาคารที่ชั้นล่างเปิดโล่งสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชั้นบนมีผนังและห้องเรียน

กลับขึ้นด้านบน