เลือกตั้ง2562 : เปิดนโยบายเด็ก ทุ่มงบดูแลตั้งแต่เกิด หวังทำจริงไม่ใช่แค่หาเสียง

เลือกตั้ง2562 : เปิดนโยบายเด็ก ทุ่มงบดูแลตั้งแต่เกิด หวังทำจริงไม่ใช่แค่หาเสียง

เลือกตั้ง2562 : เปิดนโยบายเด็ก ทุ่มงบดูแลตั้งแต่เกิด หวังทำจริงไม่ใช่แค่หาเสียง

รูปข่าว : เลือกตั้ง2562 : เปิดนโยบายเด็ก ทุ่มงบดูแลตั้งแต่เกิด หวังทำจริงไม่ใช่แค่หาเสียง

นักวิชาการและคนที่ขับเคลื่อนสิทธิเด็ก ต่างเห็นตรงกันว่า นโยบายเกี่ยวกับเด็กของแต่ละพรรคการเมือง ยังไม่มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจน การคุ้มครองสิทธิเด็กเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะต้องได้รับ ทั้งนี้ กังวลว่าเรื่องนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายประชานิยม

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีหลายพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ แทบทุกพรรคจะมีสวัสดิการให้เงินอุดหนุนเด็กเล็ก ทีมข่าวไทยพีบีเอสรวบรวมนโยบายเกี่ยวกับเด็กของ 3 พรรคการเมือง มาให้เป็นข้อมูลศึกษาก่อนการเลือกตั้ง 

พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวนโยบายเกี่ยวกับเด็กโดยเฉพาะ "เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน" และให้ "เบี้ยเด็กเข้มแข็ง" เมื่อเกิดเดือนแรกจะได้รับเงิน 5,000 บาท และได้รับต่อเดือนละ 1,000 บาท ไปจนถึงอายุ 8 ปี รวมแล้วเด็ก 1 คน จะได้เงิน 1 แสนบาท

ส่วนเงินที่จะเอามาให้นั้น ทางพรรคระบุว่าใช้งบประมาณในหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งหากเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีก็สามารถทำได้จริง


พรรคพลังประชารัฐ ออกนโยบายเน้นไปที่หญิงตั้งครรภ์ ชื่อนโยบายว่า "มารดาประชารัฐ" จะดูแลหญิงตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนคลอด นาน 9 เดือน เดือนละ 3,000 บาท เมื่อเด็กคลอดออกมาจะให้ค่าคลอด 10,000 บาท มีค่าดูแลเลี้ยงดูเด็กอีกเดือนละ 2,000 บาท ต่อเนื่องจนอายุ 6 ปี รวมแล้วเด็ก1 คน จะได้รับเงินอุดหนุน 181,000 บาท

ทั้งนี้ รวมแล้วต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 120,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะใช้เงินอุดหนุนเด็กก้อนเดิมที่มีอยู่ เช่น งบอุดหนุนเด็กของ พม. ประกันสังคม สิทธิข้าราชการ ส่วนที่ยังขาดจะไปเอามาจากงบลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ PPP

พรรคอนาคตใหม่ มีนโยบาย "สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร" โดยเด็กแรกเกิด - 6ปี จะได้รับค่าดูแลเดือนละ 1,200 บาท เท่ากับปีเด็ก 1 คน จะได้รับเงิน 14,400 บาท และรับต่อเนื่อง 6 ปี รวมเป็นเงินคนละ 86,400 บาท ส่วนที่มาของงบที่อุดหนุนให้เด็ก ทางพรรคอนาคตใหม่ ระบุจะมาจากการลดงบประมาณด้านอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น

สวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าของบรรดาพรรคการเมือง มีเหตุผลคล้าย ๆ กัน คือต้องการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงประมาณ 8 ขวบ เพราะถือว่าเป็นการวางรากฐานพัฒนาการที่สำคัญ ๆ ของชีวิต แต่ในแง่มุมหนึ่งก็มีความกังวล พรรคการเมืองหาเสียงในเรื่องนี้ คล้ายกับเป็นการเกทับกันด้วยตัวเลขเม็ดเงิน แต่ไม่มีแผนในทางปฏิบัติและดำเนินการที่ชัดเจน รวมทั้งเป็นห่วงว่า พรรคการเมืองจะทำให้การอุดหนุนเด็กเล็ก กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายประชานิยม ทั้งที่เรื่องนี้เป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะต้องได้รับ 

สุนี ไชยรส นักวิชาการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต เห็นว่า พรรคการเมืองต้องแยกสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้าของเด็กเล็กออกจากนโยบายสงเคราะห์คนจนหรือสวัสดิการที่ประชาชนร่วมจ่าย เพราะสังคมอาจสับสนว่าเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าเป็นนโยบายประชานิยม มุ่งให้ประโยชน์กับคนจนเท่านั้น

รศ.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์จากทีดีอาร์ไอ เห็นว่า นโยบายสวัสดิให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงปัจจุบัน เป็นเพียงการเกทับงบประมาณเพื่อแจกเงินเด็ก แต่ยังขาดรายละเอียด ทั้งวิธีการดำเนินการและเป้าหมายเพื่อเด็กที่ชัดเจน ซึ่งอาจสร้างปัญหาทางการเงินให้กับประเทศภายหลัง


พรรคการเมืองต้องบอกตัวเลขเงิน ทุกนโยบายรวมแล้วใช้เงินเท่าไหร่ และหามาจากไหน มิฉะนั้นเราจะแข่งนโยบายประชานิยมกัน ประชานิยมไม่ใช่เรื่องเลวทั้งหมด บางเรื่องเป็นเรื่องดี แต่พอแข่งกันแบบไม่ลืมหูลืมตา แล้วไม่บอกเม็ดเงิน ในที่สุดมันจะใช้เงินจำนวนมาก มันก็จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้

ในมุมของนักวิชาการและคนที่ขับเคลื่อนสิทธิเด็ก ต่างเห็นตรงกันว่าการมีนโยบายอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า เป็นเรื่องดีเพราะเป็นการคุ้มครองสิทธิของเด็กทุกคนและแก้ปัญหาเด็กตกหล่นได้ดีที่สุด และการลงทุนกับเด็ก ถือเป็นการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่าในระยะยาว หากมีการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การแจกเพื่อหาเสียงเท่านั้น

 

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน