"ทรัมป์-คิม" จับมือ เปิดฉากประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 2

"ทรัมป์-คิม" จับมือ เปิดฉากประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 2

"ทรัมป์-คิม" จับมือ เปิดฉากประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 2

รูปข่าว : "ทรัมป์-คิม" จับมือ เปิดฉากประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 2

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ จับมือทักทายหลังพบหน้ากันเป็นครั้งที่ 2 ในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ก่อนหารือร่วมกัน โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างตั้งความหวังให้การประชุมครั้งนี้บรรลุผล

วันนี้ (27 ก.พ.2562) นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าพบและร่วมหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนายเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ต้องการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ รวมทั้งต้องการทำให้เกาหลีเหนือเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า อนาคตของเกาหลีเหนือจะดีเยี่ยม หากผู้นำเกาหลีเหนือเห็นชอบที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้มากกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งระบุว่าเวียดนามถือเป็นประเทศตัวอย่างที่พัฒนาก้าวหน้าจากการเปลี่ยนแปลงความคิด

กระทั่งเวลาประมาณ 18.30 น. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เดินทางมายังโรงแรมโซฟิเทล เลเจนด์ เมโทรโพล เพื่อพบปะกับผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ โดยผู้นำทั้ง 2 ประเทศได้จับมือกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและแถลงข่าวร่วมกันในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะหารือร่วมกัน

 

ผู้นำสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่า เกาหลีเหนือจะมีอนาคตที่สดใส เนื่องจากเกาหลีเหนือมีขีดความสามารถและโอกาสในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งผู้นำเกาหลีเหนือเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และสหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ยังได้แสดงความหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้หารือร่วมกับผู้นำเกาหลีเหนือ พร้อมยืนยันว่ารู้สึกพอใจกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความต้องการให้ความคืบหน้าเกิดขึ้นรวดเร็วมากกว่านี้ก็ตาม

ด้านผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุว่า เราสามารถที่จะก้าวข้ามอุปสรรคทุกอย่างจนกระทั่งทำให้เดินมาถึงวันนี้ โดยที่ผู้นำทั้ง 2 หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของกลุ่มสื่อมวลชนที่ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ผู้นำสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นการเมืองภายในสหรัฐฯ ที่คุกรุ่นอยู่ในขณะนี้ 

ทั้งนี้ ผู้นำสหรัฐฯ พร้อมด้วยนายไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายมิค มัลวานีย์ รักษาการประธานคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว มีกำหนดร่วมรับประทานอาหารค่ำกับผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และนายคิม ยอง ชอล รองประธานคณะกรรมาธิการกลางพรรคแรงงานเกาหลี และนายรี ยอง โฮ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

ขณะที่รายงานวิจัยของมอร์แกน สแตนเลย์ บริษัทหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนสัญชาติอเมริกัน ประเมินว่า หากเกาหลีเหนือเปิดประเทศในลักษณะเดียวกับเวียดนามจะช่วยสร้างโอกาสในการลงทุนมากถึงปีละ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 297,000 ล้านบาท และกระตุ้นการบริโภคเป็นมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 66,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่าเกาหลีเหนืออาจกลายเป็นตัวเชื่อมทางการค้าระหว่างคาบสมุทรเกาหลีกับยุโรป หากรถไฟที่เชื่อมต่อระหว่าง 2 เกาหลีสามารถเชื่อมเส้นทางไปยังรัสเซียและจีนได้

ชาวเวียดนามภูมิใจเป็นเจ้าภาพจัดประชุม

การได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา สร้างความภูมิใจให้กับชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดก็ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจของประชาชน

ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส สอบถามชาวเวียดนา พบว่าคนส่วนใหญ่ดีใจและภูมิใจที่ได้เห็นประเทศเวียดนามกลายเป็นข่าวที่ถูกนำเสนอไปทั่วโลก แม้ว่าการเดินทางในกรุงฮานอยช่วงนี้จะมีปัญหาการจราจรติดขัดและมีการปิดถนน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงเจ้าของร้านอาหารในกรุงฮานอยที่ถูกบังคับให้ต้องปิดร้าน แต่เขาก็ยินดีและยังเอื้อเฟื้อสถานที่เพื่อให้ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปนั่งทำงาน

 

อย่างร้านอาหารที่ชื่อ "เดวู" เป็นร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ประเภทหม้อไฟทั้งแบบไทยและเวียดนาม ร้านนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมเจ ดับบลิว แมริออต ซึ่งเป็นที่พักของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา โดย เหนียต ลี เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ทางการเวียดนามขอให้เขาปิดร้านเป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 27-28 ก.พ.นี้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดูแลความปลอดภัย เจ้าของร้านยอมรับว่าต้องสูญเสียรายได้จากการปิดร้าน แต่ไม่ถือว่ารุนแรงมากนัก และเขาก็ยินดีที่จะทำตามคำร้องขอของรัฐบาล

เหนียต ลี กล่าวอีกว่า ตอนที่ทราบว่าประเทศเวียดนามได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา เขารู้สึกดีใจและภูมิใจมาก แม้ว่ารัฐบาลจะขอให้เขาปิดร้านในช่วงดังกล่าวก็ตาม โดยมีผู้สื่อข่าวจำนวนมากมาปักหลักที่หน้าร้านของเขา จึงตัดสินใจว่าจะเปิดร้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้สื่อมวลชนได้เข้ามาใช้สถานที่ในการทำงาน

 

ขณะที่ศิลปินชาวเวียดนาม 2 คนที่นำผลงานภาพวาดของผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ที่แต่งกายด้วยชุดประจำชาติของเวียดนามมาวางไว้ริมถนน ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมด้วย

ส่วนร้านค้าที่อยู่ใกล้กับโรงแรมโซฟิเทล ลีเจนด์ เมโทรโพล ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่จัดการประชุมแบบเต็มคณะในวันพรุ่งนี้ (28 ก.พ.) ก็ต้องปิดร้านตามคำร้องขอจากรัฐบาลเวียดนาม

จากการสอบถามร้านค้าที่ต้องปิดร้าน พวกเขาบอกว่าไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ จากรัฐบาล แต่ก็ยินดีทำและยินดีให้ความช่วยเหลือแก่สื่อมวลชน เพราะหวังว่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ซึ่งจะทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักและต้องการเดินทางมาเวียดนามมากขึ้น

 

กลับขึ้นด้านบน