เลือกตั้ง 2562: ​นโยบายต่างประเทศ "ยุคโลกป่วน"

เลือกตั้ง 2562: ​นโยบายต่างประเทศ "ยุคโลกป่วน"

เลือกตั้ง 2562: ​นโยบายต่างประเทศ "ยุคโลกป่วน"

รูปข่าว : เลือกตั้ง 2562: ​นโยบายต่างประเทศ "ยุคโลกป่วน"

วันที่ 3 กับเวที 10 วัน 1000 นาที ชี้อนาคตประเทศไทย วันนี้ (27 ก.พ.) พูดคุยกันในหัวข้อ "​นโยบายต่างประเทศ ยุคโลกป่วน" กับตัวแทนจาก 4 พรรคการเมือง

วันนี้ (27 ก.พ.2562) ไทยพีบีเอส จัดรายการ 10 วัน 1000 นาที ชี้อนาคตประเทศไทย พูดคุยกับแกนนำพรรคการเมือง 4 พรรคเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ รวมถึงตอบวิธีการกอบกู้ภาพลักษณ์ประเทศในสายตาประชาคมโลกจากการปกครองของรัฐบาลทหาร และคำถามของภาคประชาชน

ไทยพลาดเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ

นายเกียรติ สิทธีอมร พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ในการต่างประเทศต้องมีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่อยากร่วมเพราะรู้สึกว่าเป็นงานใหญ่ ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศขนาดกลาง ต้องอยู่ในประชาคมโลกอย่ามีศักดิ์ศรี การแสดงบทบาทใกล้ชิดกับประเทศมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากเกินไปอาจเกิดผลกระทบได้ ซึ่งการที่เราจะเป็นเจ้าภาพหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ รวมถึงความพร้อมและการเป็นที่ยอมรับ 

แม้ว่าเวียดนามจะมีระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ แต่ก็ได้รับการยอมรับ ที่สำคัญผู้นำต้องมีบทบาท แต่ผู้นำเราไม่มี

 

ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช พรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า เห็นขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะการเข้าข้างมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งเหมือนกับการเข้าไปพึ่งพิง แต่การจัดประชุมซัมมิตต้องเกิดในประเทศที่สถานะเป็นกลาง การที่สหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือจะมาเจอกันในไทยหมายถึงสถานะที่ไทยจะถ่วงดุลความสัมพันธ์ของมหาอำนาจ

เวียดนามเปรียบเป็นคู่แข่งไทย ดำเนินความสัมพันธ์อย่างไร

นายเกียรติ กล่าวว่า ประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศเป็นคู่ค้า แต่เราต้องเขย่งก้าวกระโดดเพื่อกระตุ้นความเจริญ แม้เวียดนามจะก้าวหน้าหลายเรื่อง แต่บางเรื่องอาจจะล้าหลังไทย ภาคธุรกิจที่ลงทุนในเวียดนามก็เจ็บตัว และในฐานะเสาหลักอาเซียน เราต้องประคับประคองให้ทุกประเทศในภูมิภาคมีความเจริญเติบโต 

ด้านนายพิทยา พุกกะมาน พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ไทยเป็นผู้นำในอาเซียนและเป็นตัวสำคัญที่สุดในบริบทนี้ ซึ่งไทยมีบทบาทที่ดีตั้งแต่การก่อตั้งอาเซียยน แต่มาสะดุดรัฐประหาร แต่เชื่อว่ายังมีเสถียรภาพทั้งในด้านการลงทุน ทำให้เวียดนามไม่ามารถสู้ไทยได้

ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ มองว่า ไทยกับเวียดนามสามารถเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันได้ โดยเฉพาะเรื่องของการเกษตรแบบก้าวหน้าและเกษตรออแกนิกส์ที่เวียดนามมีความโดดเด่น รวมถึงโมเดลการศึกษาที่ประสบความสำเร็จ ฃ

กอบกู้สร้างภาพลักษณ์ไทยจากรัฐประหาร

น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่ จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของไทยกลับมาและรักษาดุลอำนาจกับจีนและสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายสร้างสังคมเท่าเทียม ไทยเท่าทันโลกในทุกด้าน ซึ่งทุกปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยไทยประเทศเดียว แต่ต้องทำให้เรามีอำนาจต่อรองในเวทีโลก ต้องทำให้นโยบายต่างประเทศยึดโยงประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

นโยบายของพรรคทำให้เรายืนอย่างมีศักดิ์ศรี มีอำนาจต่อรอง เป็นความท้าทาย นโยบายต่างประเทศต้องมีประชาธิปไตยและเรื่องของสิทธิมนุษยชน

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวอีกว่า สัญลักษณ์อาเซียนเป็นรวงข้าว เปรียบเหมือนการรวมตัวที่เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ไม่มีใครเป็นเสาหลัก แต่อาเซียนต้องร่วมมือกันถ่วงดุลอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐฯ นี่ถือเป็นภารกิจของพรรค

ด้านนายเกียรติ ระบุว่า นโยบายการต่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสจับต้องได้ เราต้องรู้เท่าทัน ไม่หลงเกมที่ประเทศมหาอำนาจใช้ค่านิมยมเป็นตัวนำ โดยนโยบายการการต่างประเทศต้องเป็นเชิงรุก ขณะที่การต่างประเทศของไทยเกี่ยวโยงกับกระทรวงการต่างประเทศ พาณิชย์ เกษตร คนที่จะเข้ามาบริหารต้องรู้กติกา และรู้ข้อยกเว้นของมหาอำนาจที่ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และเราต้องปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของไทย

นโยบายต่างประเทศของพรรค

นายพิทยา พุกกะมาน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การทูตต้องตอบสนองตอบโจทย์ประเทศว่าต้องการอะไรและการต่างประเทศต้องทำอะไรให้การส่งออกดีขึ้น มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาและมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ขณะที่วิธีการทำการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ กับประเทศต่างๆ ซึ่งตอนนี้มีทั้งจีน ออสเตรเลีย แต่เรายังไม่มีกับสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกา เพราะเขายังติดที่ไทยเป็นประเทศทำรัฐประหาร

ด้านนายประพาส ลิมปะพันธุ์ พรรคชาติพัฒนา ระบุว่า พรรคไม่ได้เน้นนโยบายด้านนี้ชัดเจน แต่เราจะทำในสิ่งที่ควรทำ เน้นการทูตทุกทิศทางกับ 200 ประเทศเท่าที่จะทำได้ และกระทรวงการต่างประเทศต้องมีบทบาท

หากได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินนโยบายความมั่นคงชายแดนอย่างไร

นายเกียรติ กล่าวว่า เรื่องการค้าชายแดน พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายจัดการสินค้าหนีภาษีชายแดน ซึ่งเป้นเรื่องที่ต้องปรับปรุงอย่างมาก เพราะถ้ามั่นคงคงไม่มีของเถื่อนลักลอบเข้ามาในไทยจำนวนมาก ทั้งรถขนมัน ขนข้าว ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและส่งผลกระทบทั้งประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการค้าเศรษฐกิจชายแดนได้ โดยพรรคจะจัดการเรื่องความไม่เป็นธรรมในชายแดน พร้อมทั้งสนับสนุนการค้าเศรษฐกิจชายแดน

นายพิทยา กล่าวว่า เห็นด้วยกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องจัดระเบียบ เพราะการค้าชายแดนเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากมีมูลค่ามหาศาล ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ไทยที่ต้องดูแลด้วย

ผลกระทบโครงการ One Belt One Road

นายเกียรติ กล่าวว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) เบลแอนโรดของจีนที่จะเข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียน ซึ่งจีนใช้เม็ดเงินสูง 5 ล้านล้านบาท อยากเสนอให้มีการศึกษาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่มองจากแผนการศึกษาที่จีนนำเข้ามา โดยเฉพาะโครงการขุดคลองภาคใต้ ขอให้ศึกษาให้ดี ที่ผ่านมามีแต่การศึกษาของจีนที่นำมา แต่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มาพบนักการเมือง และนำผลการศึกษาเข้ามา

ผมรับปาก ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลและประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการ ก็จะไม่มีวันสร้างโครงการขึดคลอง

นอกจากนี้ เสนอให้จีนใช้กรอบข้อตกลงพหุพาคี ไม่ใช่โครงการที่จีนไปให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนกังวล จึงอยากให้ไทยใช้โอกาสที่เป็นประธานอาเซียนเจรจาต่อรองข้อตกลงแบบพหุพาคี

 

ส่วนนายพิทยา กล่าวว่า เหตุผลในการขุดคลองไทย เพื่อต้องการร่นระยะทางและเหตุผลของความคับคั่งของเรือในช่องแคบมะละกา เป็นตัวแปรสนับนุนให้สร้าง แต่เงื่อนไขและเรื่องความคุ้มทุน ส่วนการลงทุนมองว่ามีความเป็นไปได้ แต่ต้องศึกษารอบด้าน

ส่วน น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า มีผลการศึกษาว่าโครงการนี้สร้างงาน 2.5 ล้านตำแหน่ง เทียบกับคนอพยพ 60,000 คน แต่พรรคไม่เห็นด้วย เพราะประเด็นคือไม่ใช่แค่คนอพยพ ยังไม่นับทรัพยากรธรรมชาติที่สูญเสีย ตัดพื้นที่เกาะลันตา แหล่งท่องเที่ยว

คำถามภาคประชาชนเรื่องแม่น้ำโขง

น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่า ช้างอาจไม่ตายด้วยเสือ แต่อาจจะตายด้วยมด เรื่องนี้เป็นความเจ็บปวดของคน 70 ล้านคนบนสายน้ำโขง จีนระเบิดแก่งแม่น้ำโขง เพื่อต้องการให้เรือพานิชย์ขนส่ง ประโยชน์ตกกับทุนจีน แต่กระทบสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต ทางแก้ปัญหาดังกล่าวต้องใช้เวทีอาเซียนในการเจรจาและเอาการต่อสู้ของภาคประชาชนไปเป็นแนวร่วม 

 

กลับขึ้นด้านบน