โกงแบบไทยๆ ใครว่าปีศาจร้ายกว่าอัศวิน?

โกงแบบไทยๆ ใครว่าปีศาจร้ายกว่าอัศวิน?

โกงแบบไทยๆ ใครว่าปีศาจร้ายกว่าอัศวิน?

รูปข่าว : โกงแบบไทยๆ ใครว่าปีศาจร้ายกว่าอัศวิน?

เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดปัญหาการโกง หรืออาจเรียกอย่างเพราะๆว่าคอร์รัปชันในสังคมไทยนั้นถึงแก้ไม่ตก?

บางคนอาจคิดว่า การโกงกินกับสังคมไทยเป็นของคู่กัน หรือมองว่าการโกงคือเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โกงนิดหน่อยอาจถือเป็นเรื่องยอมรับได้สำหรับคนไทยที่มีนิสัยผ่อนปรนโดยธรรมชาติ

จากชุดความคิดที่เราได้ยินเกี่ยวกับการโกงตั้งแต่เล็กจนโต คำตอบที่เราค้นหาอาจอยู่ไม่ไกล เพราะเหตุผลนั้นก็คือชุดความคิดเหล่านี้ที่กำลังส่งเสริมให้การโกงกลายเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้ในสังคม

การรับรู้และมุมมองต่อการโกงของคนไทยคือหนึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการโกงในสังคมไทย รายงานการวิจัยเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชันชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างคนไทยโดยส่วนใหญ่มีมุมมองต่อการโกงในวงที่แคบ โดยมองแค่ผลกระทบที่จะตกแก่บุคลฝ่ายเดียวเท่านั้น

โดยลืมมองไปว่าในเหตุการณ์คอร์รัปชันใดๆ ผลที่กระที่เกิดขึ้นไม่เพียงเกิดขึ้นจากผู้กระทำหรือบุคคลที่ 1 สร้างขึ้น จนกระทบต่อผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่ 2 แต่บุคคลที่ 3 อย่างสังคมโดยโดยรวมคือผู้ได้รับผลประทบเช่นกัน

ท้ายสุดเมื่อมุมมองและการรับรู้การคอร์รัปชันถูกจำกัดอยู่ในวงที่แคบ โดยสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเพิกเฉยโดยบังเอิญต่อผลกระทบภายนอกที่จะเกิดขึ้น

การโกงจึงเป็นสิ่งที่คนให้ค่าในการกำจัดน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้แล้ว ชุดความคิดในเรื่องใครคือคนโกงในสังคม และใครคือคนแก้โกงในสังคม ประชาชนส่วนใหญ่จากกลุ่มตัวอย่าง รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาเกือบร้อยละ 50 มองว่าคนโกงคือนักการเมือง ส่วนร้อยละที่น้อยที่สุดนั่นคือตัวเองและนักธุรกิจ

ซึ่งมองได้ว่าสังคมไทยส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมให้คิดว่าคนโกงคือนักการเมือง

นักการเมืองถูกจั่วหัวว่ามาพร้อมกับการโกง ประโยชน์ตรงนี้จึงตกไปสู่กลุ่มอื่นๆที่เหลือ ที่ฉวยโอกาสโกงกินจากการที่อคติของสังคมที่มีต่อพวกเขาน้อยกว่า

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจก็คือประชาชนส่วนใหญ่จากกลุ่มตัวอย่างมองว่า “กองทัพ” คือกลุ่มคนหลักที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการโกง จึงนำมาสู่การตั้งคำถามว่า สังคมไทยกำลังตีตราว่านักการเมืองคือปีศาจร้ายที่โกงกิน และกองทัพคืออัศวินม้าขาวที่เป็นความหวังในการจัดระเบียบสังคมอย่างนั้นหรือ?

ในเมื่อท้ายที่สุดท้ายแล้วอาจจะมีความเป็นไปได้ที่ว่า อัศวินอาจร้ายกว่าปีศาจ!

เพราะประชาชนไม่เคยมองความจริงและตรวจสอบอย่างรอบด้าน นอกเหนือจากมุมมองต่อการโกงของสังคมไทยจะยังจำกัดอยู่ในวงที่แคบ และคนไทยยังมีชุดความคิดสำเร็จต่อกลุ่มบุคคลว่าใครควรเป็นคนโกง ใครควรเป็นคนแก้

พฤติกรรมการรับรู้และรูปแบบการโกงยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราควรมาทำความเข้าใจเพื่อจะจะบรรลุคำตอบ

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เมื่อได้ตอบแบบสอบถาม ในกรณีสมมติว่าหากตัวเองเป็นหมอเมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่มารดาป่วย มีความจำเป็นต้องใช้ยาที่มีราคาสูง จะขโมยยาหรือไม่ คำตอบของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เทไปว่าไม่ควรขโมยเพราะผิดศีลธรรมเป็นเหตุผลที่มากที่สุด และกลัวถูกจับได้เป็นเหตุผลที่รองลงมา

 

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากวันหนึ่งการกระทำเหล่านั้นจะไม่ถูกจับได้ หรือมีวิธีการที่แยบยลจนกระทั่งจับไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้จะยังคงเลือกที่จะไม่ขโมยยาหรือไม่?

หรือลองจิตนาการถึงสังคมแห่งความจริงที่ว่า หากคอร์รัปชันมีวิธีการที่แนบเนียน มีพวกพ้องในการให้ความช่วยเหลือ มีอำนาจในการปกปิดความจริง หากเป็นอย่างนั้นเราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนคงเลือกที่จะโกง อย่างในสถานการณ์ของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

จากที่เขียนไปข้างต้นอาจเชื่อมโยงผลการวิจัยในลำดับถัดมา ซึ่งข้อค้นพบจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมในการทุจริตการสอบของกลุ่มนักเรียนถูกกระตุ้นโดยสังคมและคนรอบตัว

โดยผู้ทุจริตจะมองว่าคนรอบข้างมีแนวโน้มที่จะเห็นใจต่อการกระทำการทุจริตของพวกเขา จึงมีแนวโน้มต่ำที่จะถูกเปิดโปง ผลของการมองมุมนี้ส่งผลให้ในอนาคตพวกเขาอาจกระทำการทุจริตมากขึ้น

การศึกษาพฤติกรรมและการรับรู้ด้านการโกงจึงอาจชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและโอกาสการโกงของคนที่อาจเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั้งมุมมองต่อการโกงของคนในสังคมที่ยังจำกัดอยู่ภายในวงแคบ อคติที่เป็นชุดความคิดสำเร็จรูปว่าใครคือกลุ่มบุคคลที่แนวโน้มจะโกง ใครคือกลุ่มบุคคลที่แก้ปัญหาการโกง

รวมทั้งข้อสันนิษฐานว่าการโกงอาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีการตรวจสอบ หรือการโกงอาจเป็นเรื่องไม่ร้ายแรงหากมีบุคคลรอบข้างสนับสนุน

จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่า คนไทยเคยชินกับการโกงแล้วหรือ หรือคนไทยกำลังเปิดโอกาสให้การโกงที่จะเกิดขึ้นมีความชอบธรรม เช่นนั้นสังคมควรให้ค่าและตีความการโกงใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะการเริ่มจากสำนึกในการรับรู้และการเข้าใจอย่างถ่องแท้ในพฤติกรรมการโกง

ที่มา : ธานี ชัยวัฒน์, โครงการวิจัยและประสานงานเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2561.

 

ให้เสียงประชาชนไปไกลกว่าการเลือกตั้ง
#เลือกตั้ง62

กลับขึ้นด้านบน