"พราน" เปลี่ยนวิถีชีวิตมาทำเกษตร หลังคดีล่าเสือดำป่าทุ่งใหญ่

"พราน" เปลี่ยนวิถีชีวิตมาทำเกษตร หลังคดีล่าเสือดำป่าทุ่งใหญ่

"พราน" เปลี่ยนวิถีชีวิตมาทำเกษตร หลังคดีล่าเสือดำป่าทุ่งใหญ่

รูปข่าว : "พราน" เปลี่ยนวิถีชีวิตมาทำเกษตร หลังคดีล่าเสือดำป่าทุ่งใหญ่

หลังจากเกิดคดีล่าเสือดำ ทำให้มาตรการการดูแลพื้นที่และการเข้าออกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีความเข้มงวดยิ่งขึ้น คนที่เคยหาของป่า หรือแม้แต่นายพรานหลายคน ตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตหันมาทำการเกษตร

การหาของป่าเลี้ยงปากท้องครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป หลังเกิดคดีล่าเสือดำขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2561 ซึ่งพรานหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาทำการเกษตร

เส้นแบ่งระหว่างป่ากับที่ดินทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมีเขตแดนชัดเจน ทำให้ชาวบ้าน ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เกรงกลัวกฎหมาย ผันตัวไปทำเกษตรกรรม ปลูกพืชหมุนเวียนมากกว่าเดิม ส่วนคนรุ่นใหม่จะซื้อเนื้อสัตว์มาทำเป็นอาหารจากรถกับข้าวที่เข้ามาจากในเมือง

ซูยอี ชาวคลิตี้บน อายุ 83 ปี อดีตนายพรานล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เล่าว่า หลายสิบปีก่อนคนที่นี่มีเสรีในป่ามากกว่าปัจจุบัน และการล่าเสือไม่ใช่สิ่งที่พรานป่าสมัยก่อนนิยมทำ เพราะเชื่อว่า "เสือ" เป็นสัตว์ใหญ่ การเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อล่าอาจไม่คุ้มกับความสูญเสีย

เมื่อก่อนนายพรานเยอะ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ตายหมดแล้วคนแก่คนเฒ่า

ปี 2534 องค์การยูเนสโก ยกให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี เป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้คนในพื้นที่เข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดีว่าทำไมต้องอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตและพืชที่อยู่ในป่า แต่ยอมรับว่าหวั่นเกรงเรื่องวัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิมอาจไม่มีใครสานต่อ

 

กลับขึ้นด้านบน