"ธนาธร" ถอนฟ้องทีนิวส์ กรณีเขียนข่าวบิดเบือนใส่ร้าย หลังรีไรท์เตอร์ลาออก

"ธนาธร" ถอนฟ้องทีนิวส์ กรณีเขียนข่าวบิดเบือนใส่ร้าย หลังรีไรท์เตอร์ลาออก

"ธนาธร" ถอนฟ้องทีนิวส์ กรณีเขียนข่าวบิดเบือนใส่ร้าย หลังรีไรท์เตอร์ลาออก

รูปข่าว : "ธนาธร" ถอนฟ้องทีนิวส์ กรณีเขียนข่าวบิดเบือนใส่ร้าย หลังรีไรท์เตอร์ลาออก

หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถอนฟ้องสำนักข่าวทีนิวส์ กรณีเขียนข่าวบิดเบือนใส่ร้าย หลังจากรีไรท์เตอร์แสดงความกล้า ประกาศลาออกแสดงความรับผิดชอบ

วันนี้ (22 มี.ค.2562) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แชร์ข้อความของนายเอกชัย เรืองฉาย ผู้เรียบเรียงข่าว สำนักข่าวทีนิวส์ กรณีลงบทความของ ม.จ.จุลเจิม ยุคล กล่าวหาพรรคอนาคตใหม่ล้มสถาบัน ผ่านเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยระบุว่า อยากให้ทุกคนลองเปิดใจและใช้เวลาอ่านข้อเขียนของนายเอกชัย ที่กล้าเผชิญหน้ากับความไม่ถูกต้องด้วยความจริง ซึ่งนายเอกชัยได้ตัดสินใจลาออกจากทีนิวส์ โดยยอมรับว่าไม่ได้เขียนข่าวไปตามหลักเสรีภาพสื่อ และจากนี้ต่อไปไม่สามารถทำงานที่ต้องทรยศอุดมการณ์ตนเองได้อีก

นายธนาธร เปิดเผยว่าพรรคอนาคตใหม่ตัดสินใจจะถอนฟ้องคดีที่ฟ้องมือเขียนข่าวของทีนิวส์

ผมและพรรคอนาคตใหม่ตัดสินใจจะถอนฟ้องคดีที่เราฟ้องมือเขียนข่าวของทีนิวส์ท่านนี้ แน่นอนที่สุด การตัดสินใจเช่นนี้อาจขัดใจผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่บ้างไม่มากก็น้อย แต่ผมอยากให้ทุกท่าน “กล้า” เอาชนะความเท็จด้วยความจริง “กล้า” ให้อภัยผู้ที่เคยผิดพลาดและโอบรับพวกเขาไว้ด้วยความอารี “กล้า” บอกว่าเราพอแล้วกับความขัดแย้งเช่นนี้ และ “กล้า” ยืนยันในแนวทางจุดยืนอุดมการณ์ของพวกเรา ว่าเราจะเดินหน้าทำงานการเมืองด้วยความสร้างสรรค์ ด้วยความหวัง ด้วยความจริง และด้วยความฝันที่จะเห็นสังคมนี้ ประเทศนี้ ดีกว่าที่เป็นอยู่

ทั้งนี้ ข้อความเนื้อหาในเฟซบุ๊กของ นายเอกชัย มีดังนี้

กระผม เอกชัย เรืองฉาย อายุ 26 ปี ตำแหน่ง รีไรท์เตอร์ อายุการทำงาน 6 เดือน จำเลยคดีหมายเลขดำ อ.640/2562

ทุกตัวอักษรที่ร้อยเรียงขึ้นในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ขอให้ถือเสมือนว่าเป็นคำแถลงและข้อชี้แจงต่อจุดยืนทางการเมืองของข้าพเจ้า นายเอกชัย เรืองฉาย หาได้เกี่ยวข้องหรือเป็นในนามองค์กรใดทั้งสิ้น

ผมจบการศึกษา ป.ตรี สาขา รัฐศาสตร์จาก ม.รังสิต ปีการศึกษา 2560 แม้จะไม่ได้มีความตื่นตัวทางการเมืองมากนัก แต่ตลอดชีวิตการเป็นนิสิต ก็ทำให้ผมได้ตื่นรู้ถึงความเสื่อมทรามของสภาพการเมืองไทย ที่ไม่เคยแม้แต่จะเฉียดเข้าไปใกล้ความศิวิไลซ์หรือมีพัฒนาการที่ดีขึ้นแม้แต่น้อย หากจะมีก็เพียงไม่กี่ขวบปีพอให้ผู้ฝักใฝ่เสรีประชาธิปไตยได้ดมดอมความหอมหวาน ก่อนจะถูกอำนาจอื่นเข้าช่วงชิง เป็นวงจรและวัฏจักรไม่จบสิ้น นับเป็นเรื่องน่าสลดยิ่ง

อาจด้วยตำราที่ผมนั้นยึดเป็นธงแนวคิดในการศึกษาด้านการเมือง จะเป็นใครอื่นไม่ได้หากไม่ใช่ อาจารย์ชาญวิทย์ ผู้ที่ผมยกให้เป็นบรมครูด้านประวัติศาสตร์การเมือง หากทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากทัศนะทางการเมืองของอาจารย์ประจำภาค(บางท่าน) ที่ผมรับเอามาเป็นแนวทาง และต่อยอดด้วยงานวิชาการที่มีความลึกซึ้งและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

พลันที่พ้นรั้วมหาลัย ผมลุ่มๆดอนๆอยู่พักใหญ่ จากการถูกปฏิเสธงานในทุกๆครั้ง แต่ด้วยสถานะทางการเงินและความจำเป็น บีบให้ผมตระหนักได้ว่านอกจากวุฒิรัฐศาสตร์ ตัวผมพอจะคลุกคลีด้านการอ่าน และงานเขียนอยู่บ้าง จากการง่วนอยู่กับหนังสือสะสมเพิ่มพูนความรู้นอกเวลาเรียน

ผมตัดสินใจลองสมัครตำแหน่ง รีไรท์เตอร์ โดยที่พบว่าสำนักข่าวส่วนใหญ่ต้องการประสบการณ์อย่างน้อย 1 ปี มีเพียงองค์กรแห่งนี้ที่ "ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่"

ผมได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว สังกัดทีมสังคมเรื่อยมา จนกระทั่งงานบทความเชิงประวัติศาสตร์การเมืองที่ผมเขียนโดยพลการเพราะนึกอยากเขียนเชิงวิเคราะห์ตามทัศนะของตน ไปเข้าตาระดับผู้บริหาร แต่ด้วยประเด็นที่นำเสนอขัดกับจุดยืนทางการเมืองขององค์กร ผมได้รับคำสั่งให้แก้ไขโดยด่วน

แต่ผลสะท้อนหลังจากนั้น คือการที่ผมต้องตกกระไดพลอยโจนถูกดึงไปสังกัดทีมการเมือง โดยที่มุมข่าวและรูปแบบการทำงานของทีมการเมืองต่างจากทีมอื่นอย่างสิ้นเชิง

ธงข่าวจะถูกกำหนดโดยผู้บริหาร ทุกเช้าจะมีการบรีฟประเด็นประจำวันให้สมาชิกทีมรับผิดชอบ โดยที่ไม่อาจแสดงความเห็นต่างให้ประเด็นกลายเป็นอื่น หากผิดเพี้ยนไปจากมุมที่องค์กรกำหนด นั่นหมายถึงการนำมาซึ่งปัญหากับผู้บริหารอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั้งรูปแบบการทำงานและทัศนะทางการเมืองของตนที่ถูกกดทับและความเป็นอำนาจนิยม ทำให้ผมตัดสินใจส่งจดหมายสมัครงานในองค์กรอื่น พร้อมเตรียมสอบราชการเพื่อความมั่นคงในชีวิตภายภาคหน้าควบคู่ไปด้วย

วันที่ผมนำข้อเขียนดังกล่าวที่เป็นปัญหามาเผยแพร่ต่อ ผมไม่ได้มีความคิดและเจตนาอันใดซับซ้อนมากไปกว่า ทำโควต้าข่าวประจำวันให้ครบตามมุมที่องค์กรกำหนด เพื่อที่ผมจะได้มีเวลาพักประจำวันนานขึ้น

เพราะความเขลาต่อโลกของสื่อมวลชนที่ไม่ทราบแม้กระทั่งว่า การเผยแพร่หรือส่งต่อจะมีโทษรุนแรงในระดับใด

ผลจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในวันนั้น ทำให้ผมได้รับบทเรียนราคาแพงในชีวิต วันที่ปรากฏชื่อผมเองในข่าว

เป็นเรื่องน่าหดหู่ยิ่ง ที่ผมประสบพบภาพของคนที่ถูกครอบงำด้วยโทสะจริต เพียงเพราะเขาเชื่อว่า อาจารย์ปรีดีและคณะราษฎรเป็นความเลวร้าย ในขณะที่ผมมีความเชื่อที่ต่างไปจากนั้น ทำให้ผมพบความจริงที่ว่า วังวนของความขัดแย้งที่ผมจำต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เกิดขึ้นเพียงเพราะเราเข้าใจต่อเหตุการณ์ในอดีตที่ต่างกัน แค่เพียงกระนั้นหรือ?

วันนี้ผมถลำลึก แต่ก็เชื่ออย่างถึงที่สุดว่า ไม่สายเกินที่ผมจะขอถอยออกจากที่แห่งนี้ โดยที่ไม่ขอทรยศต่ออุดมการณ์ของตนต่อไปอีก พร้อมขอรับผิดชอบด้วยการยุติบทบาทและหน้าที่ ด้วยการลาออก

ความใฝ่ฝันในอนาคต จากอุดมการณ์ที่ผมขอถือร่วมในฐานะหนึ่งในผู้ฝักใฝ่และถวิลหาเสรีประชาธิปไตย

หวังว่าลูกหลานของเราจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้แง่มุมเดียวกัน ดังที่ควรจะเป็นในสังคมอารยะที่ ไม่ควรเกิดมีความขัดแย้งขึ้นเพียงเพราะความเห็นต่าง

รากของปัญหาที่แท้จริงอาจไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการตีความที่มาของระบอบประชาธิปไตยและเหตุการณ์ในอดีตที่ต่างกัน

และไม่ว่าท้ายสุดแล้วเสียงของผม รวมถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ถูกถ่ายทอด จะส่งถึงพี่เอกหรือไม่ก็ตาม แต่ผมขอยืนยันในการสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่อย่างไม่เปลี่ยนแปร

"เชื่อว่ามันไม่มีหรอกความพร้อม ถ้าคุณรอให้คุณพร้อม คุณก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย" ขอบคุณคำพูดของพี่เอก จากเพจ 'อนาคตใหม่-อยุธยา' ที่ทำให้ผมกล้าตัดสินใจ ลุกขึ้นมาถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นสัจจะ เป็นความจริง หาใช่ความเท็จที่ไม่ควรปรากฏมีขึ้นจากการถ่ายทอดผ่านสื่อ ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน