ลูกชายบัญญัติ บรรทัดฐาน ติงประชาธิปัตย์ทบทวนจุดยืน

ลูกชายบัญญัติ บรรทัดฐาน ติงประชาธิปัตย์ทบทวนจุดยืน

ลูกชายบัญญัติ บรรทัดฐาน ติงประชาธิปัตย์ทบทวนจุดยืน

รูปข่าว : ลูกชายบัญญัติ บรรทัดฐาน ติงประชาธิปัตย์ทบทวนจุดยืน

ลูกชายบัญญัติ บรรทัดฐาน แนะกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประขาธิปัตย์และพรรค ให้ทบทวนอุดมการณ์ หยุดจับขั้วกลุ่มตั้งรัฐบาล แต่ให้เป็นฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง

วันนี้ (28 มี.ค.62) นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ลูกชายนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว เมื่อวานนี้ (27 มี.ค.) ถึงทิศทางทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากแพ้การเลือกตั้ง และท่าทีต่อการตัดสินใจที่จะร่วมหรือไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยมีสาระสำคัญว่า ในสถานการณ์แบบนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ใช้เวลานี้ทบทวนอุดมการณ์ของพรรค และทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข็มแข็ง โดยเนื้อหาที่โพสต์มีดังนี้ 

ประกาศไปเลยว่าจะอยู่ไปอีก 5 ปี 10 ปี ดีกว่าเอาความต้องการนั้นมาสอดไส้อยู่ในรัฐธรรมนูญ

"ไม่มีกติกาหรือรัฐธรรมนูญใดในโลกที่ปราบโกงได้เบ็ดเสร็จหรอก คนอื่นในพรรคประชาธิปัตย์จะคิดอย่างไร อยากเป็นรัฐบาล อยากร่วมรัฐบาลหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ หน้าตารัฐธรรมนูญแบบนี้ ผมว่าเราควรเป็นฝ่ายค้าน เพื่อให้แน่ใจว่านายกฯ และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบครึ่งๆ นี้จะทำงานได้ดีและปลอดโกงจริง"

ผมเคยแสดงความเห็นไว้แบบนี้เมื่อปี’59

มาถึงวันนี้ วันที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งแบบราบคาบ มันสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอ ในการเลือกตั้ง

เสียงส่วนใหญ่เขาเอาแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ เขาเอาแนวทางของพรรคเพื่อไทย

ในขณะที่อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ คือไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ไม่สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตย ที่ไม่ฟังเสียงข้างน้อย รวมถึงไม่สนับสนุนแนวทางการบริหารประเทศที่ไม่สุจริต

ครั้งหนึ่งเราเคยสนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนกลาง แต่นั่นเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง โดยชื่อของ พล.อ.เปรม ถูกหยิบยกขึ้นมาภายหลัง นั่นไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ พล.อ.เปรม ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านั้น ไม่ได้ถ่ายรูปติดป้ายหาเสียงกับผู้สมัคร ไม่ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกับพรรคการเมืองใด

ที่สำคัญท่านไม่เคยแสดงพฤติกรรมแบบ พล.อ.ประยุทธ์ว่า “ไม่อยากเข้ามา แต่อยากอยู่ต่อ” มีรัฐมนตรีรับเชิญในรัฐบาลของท่านออกไปตั้งพรรคการเมืองไว้รองรับ

ดังนั้นพฤติกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์และคณะคือ การสืบทอดอำนาจ ซึ่งวันนี้จากผลการเลือกตั้งก็ได้ข้อสรุปว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และเช่นเดียวกันกับคะแนนเสียงส่วนใหญ่อีกฟากหนึ่ง ที่ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ทั้ง ๆ ที่เคยเกิดการเดินขบวนไล่กันมายกใหญ่ในปี’57 แล้วด้วยเรื่องทุจริตต่าง ๆ และการออกกฎหมายนิรโทษกรรม

มากไปกว่านั้น เราไม่คิดที่จะย่ำอยู่กับอดีต หรือจมปลักอยู่กับประเด็นการเมือง พรรคประชาธิปัตย์มองไปยังอนาคต เราใช้เวลาในช่วง 5 ปีของรัฐบาลรัฐประหาร เดินหน้าทำงานหนัก เก็บข้อมูล ศึกษาปัญหาและแนวทางพัฒนาต่างๆ เพื่อให้ได้นโยบายที่ดี เป็นประโยชน์กับคนทุกกลุ่ม เป็นรูปธรรม ตามที่เราได้ร่างและนำเสนอมันออกไปผ่านกระบวนการหาเสียงเลือกตั้ง เรานำเสนออย่างเป็นขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผล พร้อมอ้างอิงถึงความสำเร็จที่เราเคยทำมาในอดีต

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อสรุปที่ทำให้ผมคิดว่า ระหว่างที่ใครต่อใครต่างช่วงชิงการจับขั้วตั้งรัฐบาล ตามความต้องการของพวกเขา

หากเรากลับมาทบทวนทั้งอุดมการณ์พรรค หลักการ ทั้งความไว้วางใจต่อเราให้เข้าไปบริหารประเทศของประชาชน รวมไปถึงเหตุผลที่ผมเคยพูดไปก่อนหน้านี้ในปี’59 ซึ่งนั่นก็มีเหตุการณ์ที่พิสูจน์แล้วว่า ในช่วงท้ายของรัฐบาลรัฐประหารเอง ที่ก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี่ล่ะครับ ก็ยังมีข้อกังขาเรื่องการปราบโกง องค์กรอิสระที่มีหน้าที่เฉพาะเรื่องปราบทุจริตก็ยังมีมติที่กังขาคนทั้งประเทศในบางเรื่อง นี่ยังไม่นับผลเลือกตั้งที่เริ่มจะมีข้อสงสัยกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังประกาศผลไม่ได้

ผมมองไม่เห็นว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงควรจะไปอยู่ในวงจรของการตั้งรัฐบาลที่มีที่มา และขัดกับอุดมการณ์พรรค ขนาดนั้น

ผมคงต้องยืนยันเหมือนเดิมว่า “คนอื่นในพรรคประชาธิปัตย์จะคิดอย่างไร อยากเป็นรัฐบาล อยากร่วมรัฐบาลหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ผมว่าเราควรทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล อย่างเข้มแข็งบนหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง ของระบอบประชาธิปไตย”

 

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน